
ร้องกองปราบเอาผิดพระเกษมโพสยูทูป
เครือข่ายต้านบ่อนทำลายทางเฟซบุ๊กแจ้งกองปราบเอาผิดพระเกษมทำพุทธศาสนาเสื่อมเผยแพร่ยูทูบ
เครือข่ายต้านบ่อนทำลายทางเฟซบุ๊กแจ้งกองปราบเอาผิดพระเกษมทำพุทธศาสนาเสื่อมเผยแพร่ยูทูป
ที่กองบังคับการกองปราบปราม นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทางเฟซบุ๊ก เข้าพบ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ในความผิดตามป.อาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
นายสงกรานต์ ได้ทำคำกล่าวโทษ และนำแผ่นซีดีบันทึกคลิปวีดีโอภาพและเสียงของพระเกษม ขณะกระทำการด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหตุเกิดที่สำนักสงฆ์และมีการนำมาโพสไว้ในเว็บไซต์ยูทูป ความยาว 24 นาที ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี
นายสงกานต์ เปิดเผยว่า การเข้าร้องทุกข์ครั้งนี้สืบเนื่องจากได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพระเกษม กับพวก ได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกันอย่างต่อเนื่อง โดยพบคำพูดและการแสดงกิริยาที่ไม่สำรวม นอกจากนี้ยังมีการนำภาพออกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต สร้างความเสียหายต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างมาก
สาเหตุที่เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นมีการกระทำผิดตามกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน มีความสลับซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกินกว่าที่พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุจะสืบสวนสอบสวนได้ตามปกติ
นายสงกานต์ กล่าวอีกว่า ได้อาราธนาพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี มาให้ถ้อยคำเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อประกอบการสอบสวนดำเนินคดีด้วย
ทั้งนี้ พระพยอม ยินดีจะเป็นพยานทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ และในชั้นศาล ซึ่งในการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้ถือว่าได้ทำหน้าที่แทนพุทธศาสนิกชน และในฐานะที่เป็นทนายความ หากกรณีนี้ดำเนินคดีกับพระเกษม กับพวกไม่ได้ ก็จะพิจารณาตัวเองโดยหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่งที่ได้รับมา
ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้วในเบื้องต้น โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบเนื้อหาในแผ่นซีดีที่บันทึกคลิปภาพและเสียงของพระเกษม ว่าเป็นการกระทำความผิดในข้อกฎหมายตามที่มีผู้กล่าวโทษหรือไม่ รวมทั้งเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ถ้อยคำ ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ในคดี และหากพบว่าเป็นความผิดอาญา ก็จะพิจารณานิมนต์พระเกษม เข้าให้ปากคำต่อไป
สำหรับเนื้อหาในคำกล่าวโทษแยกเป็นประเด็นต่างๆ โดยสรุปดังนี้
1.ได้กระทำการด้วยประการใดๆ แก่พระพุทธรูป หรือวัตถุอันเป็นที่เคารพทางพุทธศาสนาของหมู่พุทธศาสนิกชน อันเป็นการเหยียดหยาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206
2.ได้ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของทางราชการ หรือที่ดินป่าสงวนแห่งชาติสร้างสำนักสงฆ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 การยักย้ายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 โดยการกระทำผิด 2 กรณีข้างต้นถือว่าต้องอาบัติปราชิกตามพระธรรมวินัยและเมื่อต้องอาบัติจึงถือว่าพระเกษม ได้บังอาจแต่งกายเป็นภิกษุหรือนักบวชในศาสนาพุทธโดยมิชอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
3.ได้กระทำความผิดต่อพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์ โดยขัดคำสั่งเจ้าคณะปกครอง และใส่ความเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต หรือคณะกรรมการมหาเถระสมาคม ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย แตกแยก เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 มาตรา 44 ตรี
และ4.ได้กระทำความผิดโดยการร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จในการเผยแพร่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยนจากความจริงในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) , (5) มาตรา 15 และมาตรา 20
ภาพ/ธนก บังผล







