posttoday
อียูสะดุดแก้วิกฤติหนี้ระดมทุน 'กองทุนแก้หนี้' ส่อแววยืด

อียูสะดุดแก้วิกฤติหนี้ระดมทุน 'กองทุนแก้หนี้' ส่อแววยืด

27 กันยายน 2554

ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของโลกที่มีต่อท่าทีของบรรดาผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของโลกที่มีต่อท่าทีของบรรดาผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีมาตรการรูปธรรมใดๆ ที่จะทำให้ตลาดใจชื้นขึ้นมาได้ ส่งผลให้บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ นำโดยสหรัฐ และจีน และสถาบันการเงินชั้นนำของโลกอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องลุกขึ้นมากระทุ้งอียูครั้งใหญ่

และที่สร้างความตระหนกได้มากที่สุดก็คือการที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ประกาศเสียงดังฟังชัดในระหว่างการนำเสนอแผนปฏิบัติการต่อคณะกรรมการบริหารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กองทุนไอเอ็มเอฟอาจมีเงินไม่พอช่วยเหลือวิกฤตหนี้ของยุโรป หากสถานการณ์ในปัจจุบันบานปลาย หรือก็คือ กรีซผิดนัดชำระหนี้

หรือพูดให้ง่ายเข้าก็คือ อียูต้องเริ่มจริงจังกับปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซเพื่อไม่ให้ลุกลามไปประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิตาลีและสเปน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะบานปลายเข้าสู่ระบบการเงินการธนาคารของกลุ่มอียู

แรงกระตุ้นดังกล่าวส่งผลให้โลกใจชื้นขึ้นมาได้บ้างเมื่อกลุ่มสหภาพยุโรปได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาระบบเงินยูโร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารสกุลยูโร พร้อมๆ กับการประกาศเพิ่มวงเงินให้กับ Rescue Fund หรือกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) โดยได้รับการยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะจาก ออลลี เรห์น ข้าหลวงใหญ่ คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

อียูสะดุดแก้วิกฤติหนี้ระดมทุน 'กองทุนแก้หนี้' ส่อแววยืด

กองทุนดังกล่าวถือเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรป ซึ่งเพิ่งจะจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้จำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ การประกาศเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนนี้ก็เพื่อให้มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจ และธนาคารพาณิชย์ยุโรป ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายลง และเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของตลาดให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่ว่าอย่างไร อียูก็ไม่ยอมปล่อยให้กรีซล้มจนกระชากประเทศอื่นๆ ล้มไปด้วยแน่นอน

แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจำนวนที่จะต้องเพิ่มมีมูลค่าเท่าใด แต่บรรดานักวิเคราะห์ต่างพากันประเมินแล้วว่า เพื่อให้กองทุนสามารถรองรับกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ ในกรณีที่ถ้าหากสถานการณ์หนี้ลุกลามถึงสเปนและอิตาลี อียูต้องเพิ่มจำนวนเงินเข้าไปในกองทุนนี้อย่างน้อยที่สุดถึง 2 ล้านล้านยูโร จากเดิมที่ปัจจุบันกองทุนนี้สามารถปล่อยเงินกู้ได้ 4.4 แสนล้านยูโร (ราว 18.5 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ อียูยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดด้วยการเตรียมตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) เป็นกองทุนถาวรแทนอีเอฟเอสเอฟ และจะเริ่มปฏิบัติงานในปี 2556 โดย แองเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี คาดหวังว่า กองทุนถาวรที่จะจัดตั้งขึ้นจะมีกลไกป้องกันประเทศอื่นๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในกรีซ

อย่างไรก็ตาม แม้จะหนักแน่นว่าอียูพร้อมเพิ่มเงินกองทุนในไม่ช้า แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีรายละเอียดใดๆ ออกมาชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระเบียบแผนการ วันเวลา จำนวนเงินที่จะเพิ่ม หรือตัวตนผู้ที่จะเข้ามามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกองทุนดังกล่าว และมีเพียงคำยืนยันแค่ว่าอียูกำลังพิจารณาอยู่

ขณะที่สถานการณ์ภายในของกลุ่มอียูในขณะนี้ก็มีสิทธิพลิกผันให้แผนเพิ่มเงินในกองทุนช่วยเหลือกลายเป็นความหวังที่เลื่อนลอยต่อไปได้

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญอันดับแรกสุดก็คือ การตัดสินใจในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติเห็นชอบของรัฐบาลแต่ละประเทศในกลุ่มอียูทั้งหมดเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของเยอรมนี หัวเรือใหญ่ ซึ่งเตรียมลงมติเห็นชอบในการเพิ่มอำนาจให้กองทุนอีเอฟเอสเอฟเพื่อสามารถเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล อัดฉีดเงินเพื่ออุ้มธนาคาร และสามารถอนุมัติการปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศที่ประสบปัญหา ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ก.ย.นี้

แม้นายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เกิล จะยืนยันหนักแน่นว่าแผนการเพิ่มเงินกองทุนไม่น่ามีปัญหา แต่ท่าทีของฝ่ายค้านและกระแสตอบรับของประชาชนภายในประเทศต่อการแก้ปัญหาหนี้กรีซที่ผ่านมาก็ชวนให้หวั่นใจว่าการลงมติในครั้งนี้อาจไม่ได้ง่ายดายหรือเป็นเอกฉันท์ดังคาด และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกระบวนการจัดหากลไกป้องกัน

นอกจากนี้ การที่จะหวังพึ่งความช่วยเหลือจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะเจ้าหน้าที่อาวุโสของอีซีบี เช่น คลอส เรกลิง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการให้เงินช่วยเหลือก็ออกตัวก่อนแล้วว่า การระดมทุนในครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องให้อีซีบีเข้ามามีส่วนร่วมด้วย พร้อมกับที่ ลอเรนโซ บินิ สเมกี สมาชิกคณะกรรมการบริหารอีซีบียังแนะนำให้อียูจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลตลาดการเงินโดยเฉพาะเหมือนเช่นที่สหรัฐเคยทำ

หรือพูดให้ง่ายก็คือ ให้อียูจัดการกันเอาเอง อีซีบีไม่ขอยุ่ง ขณะที่บรรดาธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายต่างก็เข็ดขยาดที่จะยื่นมือเข้าช่วย

เพราะต่างก็เกรงว่าหากช่วยระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นอาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารโดนปรับลด เหมือนที่ธนาคารในกรีซ ฝรั่งเศส และอิตาลีโดน จนส่งผลต่อการคงอยู่ของธนาคารในอนาคต

ประกอบกับการที่กลุ่มอียูยังไม่สามารถออกมาตรการใดๆ ที่จะรับรองความปลอดภัยจากการล้มละลายหรือช่วยป้องกันระบบการเงินการธนาคารของภูมิภาคได้ ยิ่งส่งผลให้การระดมทุนเข้ากองทุนช่วยเหลือในครั้งนี้มีอุปสรรคก้อนใหญ่ตั้งขวางอยู่

เมื่อพิจารณาถึงอุปสรรคหลายด่านที่กลุ่มอียูต้องเผชิญส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ต่างหวั่นใจว่า ท้ายที่สุดการระดมทุนช่วยเหลืออาจเป็นเพียงแค่ยาหอมชั่วครั้งชั่วคราวที่ทำให้หายใจได้คล่องชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่