posttoday
อัยการสูงสุดไม่ฎีกาคดีหุ้นชินคอร์ป

อัยการสูงสุดไม่ฎีกาคดีหุ้นชินคอร์ป

26 กันยายน 2554

อัยการสูงสุดเห็นพ้องศาลอุทธรณ์ทุกประเด็นไม่ฎีกาคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปยันยึดข้อเท็จริงตามสำนวน

อัยการสูงสุดเห็นพ้องศาลอุทธรณ์ทุกประเด็นไม่ฎีกาคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปยันยึดข้อเท็จริงตามสำนวน

นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฎีกา คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป ทั้งในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2-3 และดคีที่ศาลให้รอลงอาญานายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานชินคอร์ป และพี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 1 เพราะเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในทุกประเด็น ดังนี้

1.ประเด็นความผิดของนายบรรณพจน์ จำเลยที่ 1 ข้อหาหลีกลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) นั้น พบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแล้ว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษใหม่ซึ่งให้รอการลงโทษไว้นั้น

อัยการเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว เนื่องจากความรับผิดในทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร เป็นเพียงมาตรการที่ใช้เสริมการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษจำคุกผู้ที่ไม่ยอมชำระภาษี หรือชำระไว้ไม่ถูกต้องอันมีพื้นฐานมาจากความรับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด จึงเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะฎีกาในประเด็นนี้อีก
 
2.ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา จำเลยที่ 2-3 ในความผิดฐานร่วมกับนายบรรณพจน์ จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงการเสียภาษี ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37(2) นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ประสงค์จะยกหุ้นของตนในบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีชื่อ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี เป็นผู้ครอบครองอยู่ ในแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายจำนวน 4.5 ล้านหุ้นโดยทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการอำพรางเพื่อไม่ต้องชำระภาษี แต่ในชั้นพิจารณา พยานโจทก์ปากนายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด ได้เบิกความว่า ในตลาดหลักทรัพย์มีตัวแทนถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริงเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่มีกฎหมายห้าม และได้ให้คำแนะนำว่าหากต้องการโอนหุ้นที่ตัวแทนถืออยู่ให้แก่บุคคลอื่น ต้องทำเป็นการซื้อขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ และในชั้นพิจารณายังได้ความอีกว่าจำเลยที่ 1 และน.ส.ดวงตา ได้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้ก่อนเกิดเหตุนานแล้ว และบัญชีดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวซื้อขายหุ้นมาโดยตลอด เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และ 3 ที่ต่อสู้ว่า ตนเข้าใจว่าการยกหุ้นให้ต้องทำเป็นการซื้อขาย เพราะหุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นที่ทำการซื้อจายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยทำเช่นนั้นมาแล้ว และไม่มีฝ่ายใดทักท้วง ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นว่า จำเลยที่ 2 และ3 มีพฤติการณ์ใดๆ ที่ส่อให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ในการหลีกเลี่ยงภาษี การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และ 3 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว
 
3.ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนายบรรณพจน์ และคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือถ้อยคำเท็จตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) นั้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เจ้าพนักงานประเมิน ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ให้ถ้อยคำกับเจ้าพนักงานที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1)

นอกจากนั้นศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยในเนื้อหาคดีว่า การที่จำเลยที่ 1-2 ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินว่า จำเลยที่ 2 โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แต่ทำเป็นซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นการให้ถ้อยคำตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และมีอยู่จริง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมายืนยันให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1-2 ให้แก่เจ้าพนักงานประเมินนั้น เป็นความเท็จอย่างแน่ชัด เพราะไม่เคยมีรอยู่จริง และไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเสกสรรปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ จึงยังไม่อาจฟังยุติว่าเป็นความเท็จ เพียงแต่มีน้ำหนักเชื่อถือได้น้อยเท่านั้น

ประกอบกับพยานโจทก์ปาก นาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฐ์ และนางเบ็ญจา หลุยเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร ที่จำเลยที่ 1-2 เคยให้ถ้อยคำไว้และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการให้ถ้อยคำเท็จนั้น ต่างก็ไม่ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเลยว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1-2 ให้ไว้แก่ตนนั้นเป็นเท็จ จึงเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ อัยการสูงสุดยืนยันว่าไม่มีการวิ่งเต้นเพื่อให้ไม่ยื่นฎีกาคดีนี้ การทำงานของอัยการพิจารณาที่พยานหลักฐาน เหตุผล และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏในสำนวนไม่ใช่ปรากฏนอกสำนวน

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี