
ระวังมหันตภัยธรรมชาติ ปัจจัยนอกสายตาซ้ำพิษเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจแบบลูกผีลูกคนในสหรัฐและวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เศรษฐกิจแบบลูกผีลูกคนในสหรัฐและวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นตัวแปรสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในวันนี้
แต่อีกด้านหนึ่งคงลืมไม่ได้เช่นกันว่า “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่มาถี่และรุนแรงเหลือเกินในวันนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สามารถชี้ชะตาประเทศ หรือบริษัทได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ประเทศญี่ปุ่นที่ยังคงย่ำแย่ในวันนี้ แม้ว่าผ่านเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่มานานถึงครึ่งปี คงเป็นบทพิสูจน์ได้ดีที่สุด
ขณะที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัยนั้น ก็อ่วมอรทัยที่สุดในปีนี้ไม่แพ้กัน ดังที่เห็นได้จากบริษัทประกันภัยรายใหญ่ในอังกฤษ ลอยด์ส ออฟ ลอนดอน (Lloyd’s of London) ต้องขาดทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้ง 323 ปีเป็นต้นมา
ลอยด์ส ได้ประกาศตัวเลขขาดทุนถึง 697 ล้านปอนด์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) ในครึ่งปีแรกนี้ หลังจากที่เกิดภัยธรรมชาติขึ้นอย่างรุนแรงหลายครั้งในปีนี้ โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มญี่ปุ่น เมื่อเดือนมี.ค.ปีนี้ เป็นการขาดทุนหนักทั้งที่ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่งทำกำไรได้ 628 ล้านปอนด์
การขาดทุนครึ่งปีแรกของลอยด์ส สืบเนื่องมาจากยอดการเคลมประกันภัยทั้งสิ้น 6,700 ล้านปอนด์ ในจำนวนนี้เป็นการเคลมประกันจากภัยพิบัติทางธรรมชาติถึง 2,700 ล้านปอนด์ หรือมากกว่าที่เคลมในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 10 เท่า
ลอยด์สซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ยังมีรายได้จากการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกลดลงเหลือ 548 ล้านปอนด์ จาก 597 ล้านปอนด์ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีหลังก็ยังต้องแขวนไว้กับฤดูเฮอริเคนในสหรัฐ ระหว่างเดือน มิ.ย.–พ.ย. ว่าจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับลอยด์สและธุรกิจประกันภัยซ้ำอีกหรือไม่ เหมือนกับเฮอริเคนไอรีนซึ่งพัดเข้าถล่มเมื่อเดือนที่แล้ว และคาดว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่แวดวงประกันภัยสูงถึง 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.65 แสนล้านบาท) ท่ามกลางสถิติที่ได้รับการบันทึกไว้แล้วว่า ปี 2554 นี้ เป็นปีที่มีพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในฤดูเฮอริเคน จากการคาดการณ์ของเว็บไซต์พยากรณ์อากาศแอคคิวเวเธอร์ ซึ่งคาดการณ์ว่าฤดูเฮอริเคนในปีนี้จะมีพายุมากถึง 15 ลูก จากเฉลี่ยที่ 10 ลูก
นอกจากลอยด์สแล้ว บรรดาบริษัทประกันจำนวนมากทั้งในยุโรปและสหรัฐต่างก็รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกเป็นเลขตัวแดงด้วยกันทั้งนั้น อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่กระหน่ำอย่างหนักตั้งแต่เดือน ม.ค.–พ.ค.
ไล่มาตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ ถล่มเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 65 คน เหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่กระหน่ำทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย และเหล่าพายุทอร์นาโดที่พัดเข้าถล่มสหรัฐ
ขณะเดียวกันปี 2554 ยังได้ชื่อว่าเป็นปีที่โลกเกิดความสูญเสียจากมหันตภัยธรรมชาติมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากการเปิดเผยของสวิส รี บริษัทประกันภัยรายใหญ่อันดับ 2 ในโลก
เฉพาะแค่ช่วงครึ่งปีแรก ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเกิดจากภัยธรรมชาติก็ทวีความรุนแรงไปถึง 2.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.95 ล้านล้านบาท) แซงหน้าสถิติความสูญเสียเดิม 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.6 ล้านล้านบาท) ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2005 ราบคาบ
สวิส รี ระบุว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าว หากเทียบกับในช่วงเดียวกันของรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยจะพบว่าสูงขึ้นถึงกว่า 5 เท่าตัวทีเดียว
ขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัยก็ต้องขาดทุนเป็นเงินถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2001 โดยเฉลี่ยถึงเกือบ 5 เท่าเช่นกัน
ความสูญเสียโดยหลักที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค.ปีนี้ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าถึง 2.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.3 ล้านล้านบาท) และยังนับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยมีมา แซงหน้าเมื่อครั้งพายุเฮอริเคนแคทรีนาถล่มสหรัฐ เมื่อปี 2005 ซึ่งครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายไปทั้งสิ้นราว 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.75 ล้านล้านบาท)
ขณะที่เหตุแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ ถล่มเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อช่วงต้นปีนี้ ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนล้านบาท) หรือสูงกว่าวงเงินที่ทำประกันภัยไว้ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นล้านบาท)
เรียกว่าเสียหายทั้งธุรกิจประกันภัย และแม้แต่ประเทศหรือบริษัทที่ทำประกันไว้ถ้วนหน้า
จึงไม่น่าแปลกใจที่การคำนวณ หรือการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจโลกในทุกวันนี้ จะลืมนึกถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ได้เด็ดขาด







