posttoday
โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

25 กันยายน 2554

คงไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันอีกแล้วว่า ‌น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง

คงไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันอีกแล้วว่า ‌น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง

หรือ น้ำแห้ง‌ปล่อยให้ฝนแล้งดีกว่า ความแปรปรวนของภูมิอากาศโลกส่งผลให้ประชาชนคนไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมกันถ้วน‌หน้า และต้องทนกับชะตากรรมเช่นนี้ไปอีก‌นับเดือนจนหมดฤดูฝน

ในภาวะเช่นนี้คงไม่มีผู้ประสบภัยที่ไหน‌ทนต่อความทุกข์ยากยาวนานเท่าคนบาง‌ระกำ จ.พิษณุโลก ที่ต้องเผชิญชะตากรรม‌น้ำท่วมมาเกือบ 2 เดือน และจากนี้ก็ยัง‌ต้องทนต่อไปอีกเกือบ 2 เดือน

เสาวนิตย์ หงส์สุวรรณ อายุ 49 ปี ‌บอกว่าบ้านถูกน้ำท่วมมานานตั้งแต่เดือน ‌ส.ค. ต้องมาสร้างเพิงพักอยู่กัน โดยมี อบต.‌ให้ไม้ยูคาฯ 20 ลำเท่านั้น อย่างอื่นต้องหา‌เอาเอง เคยขอสังกะสีแต่ไม่เคยได้แม้แต่‌แผ่นเดียว ทุกวันนี้เวลาฝนตกหลังคารั่ว ‌เพราะเป็นผ้ายาง ป้ายยางที่หาได้นำมามุง‌หลังคา ต้องขอเงินทุนของหลาน จำนวน ‌2,000 บาท ไปหาซื้ออุปกรณ์มามุงหลังคา‌ช่วยตัวเอง เพราะอยู่ไม่ได้เวลาฝนตก

โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

เสาวนิตย์ต้องเลี้ยงดูหลานสาว 3 คน ‌เรียนอยู่ชั้น อนุบาล ชั้น ป.1 และชั้น ป.3 ‌แต่ปัญหาน้ำท่วมทำให้โรงเรียนต้องปิดมาแล้วหลายสัปดาห์ ทำให้เธอต้องใช้เวลา‌ส่วนหนึ่งสอนหนังสือให้กับหลานๆ ภายใน‌เพิงพักชั่วคราว

แม้รัฐบาลจะประโคมแนวทางการแก้‌ปัญหา “บางระกำโมเดล” หลายคนเคยเชื่อว่าบางระกำโมเดลสามารถแก้ไขปัญหา‌น้ำท่วมได้ดี โดยแก้มลิง ทั้งบึงระมาน บึง‌ตะเคร็ง และบึงอีแร้ง จะสามารถรองรับ‌ปริมาณน้ำได้มาก จะช่วยบรรเทาความ‌เดือดร้อนจากน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาภัย‌แล้งในพื้นที่ได้ แต่วันนี้น้ำยังท่วม บึงทุกแห่งยังเหมือนเดิม ไม่ได้รับการพัฒนา ‌เพราะงบยังไม่มี เพียงแต่มีข่าวตามหน้า‌หนังสือพิมพ์ว่าจะพัฒนา สำหรับคนบาง‌ระกำแล้ว พวกเขากลับเห็นว่าไม่ได้มีความ‌เปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อความทุกข์ยากที่เผชิญมานมนาน

ณรงค์ ภู่สวัสดิ์ ชาวบ้าน หมู่ 14ต.บางระกำ บอกว่า เคยคิดว่าหลังจาก‌นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามา‌ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ชาวบ้านบางระกำจะหลุด‌พ้นจากปัญหาน้ำท่วมได้เร็วกว่าที่ประสบอยู่ ‌แต่เท่าที่ดูก็ยังไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม

พลอย สอนแก้ว ชาวบ้าน หมู่ 15 ‌ต.บางระกำ บอกว่า บางระกำโมเดลไม่มี‌อะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชาวบ้านยัง‌คงใช้ชีวิตแบบปกติ ต้องช่วยเหลือตัวเอง‌เหมือนเดิม แต่ก็มีบ้างที่ทางราชการนำสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่กี่ครั้ง

มนัส ทับแผลง กำนันตำบลชุมแสง‌สงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า ‌เกือบ 1 เดือนแล้ว บางระกำโมเดล ไม่มี‌อะไรเกิดขึ้น ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าน้ำท่วมไปหมด จะเอาน้ำไปเก็บที่บึงก็ไม่ได้ ‌อย่างไรน้ำก็ท่วมเป็นเวิ้งไปหมด

“ผมยังไม่เห็นนโยบายว่าบางระกำ‌โมเดลจะทำอะไร เพียงแต่ป้ายชื่อหน้า‌อำเภอ แต่ยังไม่เห็นทำอะไร บางระกำ‌โมเดลฟังแต่ราชการ ไม่ได้ฟังเสียงชาว‌บ้าน แนวคิดผมต้องทำเขื่อนขนาดใหญ่‌เท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาบางระกำ เพราะปีนี้‌น้ำมากเกินไป วันนี้บ้านก็ยังจมอยู่ ชาว‌บ้านไม่รู้จะทำอะไรกิน ผมยืนยันว่าผมจะ‌เป็นผู้นำเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาสร้าง‌เขื่อนแก่งเสือเต้นต่อไป”

รัชพงศ์ ศิริมี ปลัดอำเภอบางระกำ ‌กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เลือก อ.บางระกำ ‌เป็นต้นแบบในการวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาวแบบครบวงจร เนื่องจาก ‌อ.บางระกำ มีปัญหาหลายด้าน ทั้งปัญหา‌น้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้ง โดยดำเนิน‌โครงการด้วยการใช้หลัก 2R2P คือการ‌เตรียมพร้อม การเผชิญเหตุ การฟื้นฟูหลัง‌น้ำลด และการป้องกันระยะยาว โดยให้ทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาอุทกภัยร่วมกัน ‌พร้อมทั้งพิจารณาให้ อ.บางระกำ เป็นพื้นที่‌นำร่องแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างบูรณาการ ‌โดยอนุมัติงบประมาณเพื่อทำแก้มลิงไว้‌แล้วกว่า 925 ล้านบาท

โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

วิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายก อบต.บางระกำ กล่าวว่า ต.บางระกำ มีประชาชน ‌3,800 ครัวเรือน ถูกน้ำท่วมจำนวน 3,200 ‌ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญ‌เป็นประจำทุกปี ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ต้องปรับ‌วิถีชีวิต แต่ให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ชาวบ้าน‌สามารถอยู่กับพื้นที่ซึ่งน้ำท่วมขังได้ ด้วย‌การทำถนนให้สูงพ้นน้ำ โดยไม่ต้องนั่งเรือ‌ไกล 2-3 กิโลเมตร เพื่ออาศัยอยู่บนพื้นที่‌สูง ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรเสียหายทุกคนพอจะยอมรับได้ แต่การไม่มีที่พัก‌อาศัยหลบน้ำช่วงน้ำมามากสำคัญกว่า จึง‌อยากให้ปรับพื้นที่ให้เข้ากับท้องถิ่น

“เวลานี้บางระกำโมเดลทำได้แค่เยียวยาอย่างเดียว แจกเรือ แจกถุงยังชีพ ‌และการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมรอบใหม่ ถาม‌ว่าจะวางแผนน้ำลดอย่างไรบ้าง บางระกำ‌โมเดลก็ยังไม่สามารถตอบได้ บางระกำ‌โมเดล จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณ‌แก้ไขปัญหาเสียทุกเรื่อง ส่วนเรื่องแก้มลิงก็เป็นอีกแนวคิดที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ‌แต่ต้องใช้เวลานาน”

นอกจากบางระกำแล้ว ยังมีชาวบ้าน‌ในพื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ‌กำลังเผชิญทุกข์ยากไม่น้อยกว่ากัน สำหรับ‌คุณตาสมชัย กาฬภาพ ชาวบ้าน ต.วังยาง ‌อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาว น้ำท่วม ภัยแล้งมาถึง ‌78 ปี แต่ไม่เคยมีครั้งไหนหรือปีใดเลยที่คุณตาต้องระเห็จออกมาอาศัยหลับนอน‌อยู่ริมถนน เพราะน้ำที่เอ่อล้นเข้าภายใน‌บ้านท่วมขังอยู่นานจนเน่าเสีย ไม่สามารถ‌อยู่ต่อไปได้

“นึกว่าจะสบาย ชีวิตบั้นปลายมาเจอ‌เรื่องราวอย่างนี้ จะเข้าห้องน้ำก็ไม่สะดวก‌ต้องเดินทางไปไกล เดินทางก็ลำบากลูกๆ เราต้องหยุดงานมาอยู่กับเรา ใครว่า‌สุพรรณบุรีเมืองน่าอยู่ สุพรรณบุรีตอนนี้‌เป็นเมืองน้ำอยู่แล้ว ตอนนี้ใครไม่เชื่อก็‌ลองมาดู ใครไม่เจอเองไม่รู้แน่นอนว่าคำว่าเดือดร้อนมันเป็นอย่างไร รูปร่างยังไง”

อัมพร ศรีตองอ่อน อายุ 40 ปี แม่ค้า‌ขายข้าวมันไก่ตลาดโพธิ์พระยา อ.เมือง ถึง‌ขั้นสูญเสียอาชีพ เมื่อน้ำที่ไหลบ่ามาอย่าง‌รวดเร็ว พัดพาข้าวของ อุปกรณ์ทำมาหา‌กินสูญหายไปเกือบทั้งหมด ต้องมาอาศัย‌อยู่ริมทาง มีเพียงเต็นท์พลาสติกหลังเล็กๆ ‌เป็นร่มกันฝนกันแดด

“เดินเข้าไปดูของในบ้านแล้วนั่งร้องไห้‌เลย บอกตรงๆ โกรธแสนโกรธ ไม่รู้จะไปโทษใคร ทั้งชีวิตไม่เคยเลยมาเจออย่างนี้ทุกอย่างหมดกัน เดือดร้อนแสนสาหัส ‌ข้าวปลาไม่มีกิน ไม่มีครัว อยู่กันยิ่งกว่า‌สลัมอีก ต่อไปก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ‌เพราะอุปกรณ์เครื่องมือสถานที่เก็บรักษา‌จมน้ำหมดแล้ว ถ้าน้ำไม่ลดทำมาหากินไม่ได้ก็อดตายกันหมด”

โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

แม้จะหนีน้ำขึ้นมาอยู่ริมถนน แต่สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ก็เริ่มมีปัญหา ‌ยิ่งนานวันขยะยิ่งมากขึ้นๆ ชาวบ้านไม่มีที่ทิ้งขยะก็โยนลงไปในน้ำ ทำให้น้ำเริ่มเน่าเสีย มีกลิ่นไม่ดี

“ยังมีขยะของเสียตามบ้านอีก น้ำนิ่ง‌แช่นอนหลายวันแล้ว ยุงก็มาก ชาวบ้าน‌อาจจะเป็นโรคอย่างอื่นตายก่อนที่น้ำจะ‌ลด” ป้านิด อินทร์ทอง วัย 55 ปี เล่าถึง‌ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ร่วมชะตากรรม‌หนีน้ำมาอยู่รวมกันจำนวนมาก

ใช่เพียงแต่ผู้อยู่ แต่สำหรับคนไกลลูกหลานที่รู้ข่าว เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน ก็หมดใจ ไม่อาจตัดความห่วงใยกลับไป‌ทำงานในเมืองหลงได้อีก

“เห็นแม่เห็นบ้านแล้ว นั่งร้องไห้โฮเลย หมดกันสิ่งที่สร้างมา อยากให้แม่อยู่‌สบายๆ แต่มาเจออย่างนี้ลำบากแน่ และ‌อีกยาวเลยงานนี้ แม่อยู่บ้านเพียงลำพัง‌เอาชีวิตออกมาได้ก็บุญแล้ว งานนี้สงสัย‌ต้องลางานยาวเพื่อดูแลแม่กับยาย”ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงความรู้สึก‌หลังกลับมาจากเมืองกรุง

การต้องพักอาศัยอยู่ริมถนนใช่เพียงแค่‌ความทุกข์ยาก แต่หากยังนำมาซึ่งความ‌หวาดผวาโจรผู้ร้ายที่อาจซ้ำเติมเคราะห์‌กรรม

“กลางคืนกลัวแสนกลัว แต่ก็ต้องนอนกลางถนนที่ใครจะมาทำร้ายชิงทรัพย์‌อะไรก็ได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่กิน ไม่มีที่นอน ‌ดูแล้วเหมือนพวกจรจัดเร่ร่อนก็ไม่ปาน ‌ชีวิตเราตอนนี้แสนทุกข์แสนสาหัสไปไหน‌ก็ไม่ได้ เหมือนติดเกาะ ห้องน้ำไม่มี พื้นที่‌แห้งก็ยังหายาก แย่งกันอยู่กันเป็นกลุ่ม‌เป็นก้อน” พี ชะยางาม อายุ 51 ปี เล่า‌ถึงชะตากรรมของคนศรีประจันต์บ้าน‌เดียวกัน

อีกพื้นที่หนึ่งซึ่งประสบภาวะน้ำท่วมขัง‌ยาวนานเป็นประจำทุกปี คือพื้นที่ทุ่งบางบาล ‌จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำ‌เจ้าพระยา ก่อนที่จะไหลบ่าลงใต้ แม้น้ำจะ‌ท่วมบ้านเรือน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคง‌พักอาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยใช้ไม้วางพาด‌กับขื่อ พอเป็นที่นั่งที่นอนให้อยู่ได้ คงมี‌เพียงบางส่วนที่อพยพมาพักอาศัยอยู่ใน‌เต็นท์ ซึ่งทางราชการจัดไว้รองรับ

สิริ สุกาทร อายุ 67 ปี ชาวบ้านต.บางหัก อ.บางบาล ตลบมุ้งออกมาคุย‌ผ่านหน้าต่างบ้าน เมื่อมองเข้าไปภายใน ‌จะเห็นคุณยายสิรินอนอยู่บนแคร่ที่ทำขึ้น‌จากเศษไม้เก่าๆ ประกอบขึ้นอย่างรีบเร่ง ‌ขณะที่พื้นบ้านยกสูงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ

โมเดลชะตากรรม 'คนบางระกำ'

ยายสิริบอกว่า มีโรคประจำตัวคือ ‌เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทันและเป็นความดัน‌สูง น้ำท่วมหนักแบบนี้คนแก่ต้องเดือดร้อน‌แสนสาหัส ต้องนอนในบ้านทั้งวัน ก่อนลูกหลานจะออกไปทำงานก็นำอาหารมา‌วางไว้ให้ ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมกระโถนไว้ให้คุณยาย กลับมาถึงบ้านช่วง‌เย็นจึงยกไปเททิ้งให้ ซึ่งสภาพความเป็นอยู่‌เป็นที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

“ก่อนหน้านี้น้ำท่วมก็ไม่หนักหนาสาหัส‌แบบนี้ น้ำท่วมชาวบ้านก็อยู่กันได้ แต่หลังจากปี 2538 โดยเฉพาะปี 2549 ‌เป็นต้นมา น้ำท่วมผิดไปจากก่อนมาก ‌เพราะท่วมเร็ว ท่วมนาน ท่วมสูง แห้งช้าและท่วมทุกปี ไม่รู้เขาบริหารจัดการน้ำ‌อย่างไรกัน เราชาวบ้านก็รับกรรม”

ยงยุทธ ทรงศิลป์ อายุ 50 ปี ซึ่งขา‌พิการ บอกว่า น้ำท่วมในบ้านจนอยู่กันไม่ได้ ‌ต้องพักในเต็นท์ของหลวงที่นำมากางให้บนถนนคันคลองชลประทาน สำหรับเขา ‌ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ก่อปัญหาอย่าง‌หนัก เนื่องจากกระดานบ้านดีดกระดกขึ้น‌มาจนแตก ฝาทะลุพัง เงินช่วยเหลือชดเชย‌จากทางราชการที่ได้รับมาก็ไม่เพียงพอ มา‌ปีนี้น้ำมาท่วมอีก ซึ่งทางราชการจะให้ค่า‌ชดเชยบ้านหลังละ 5,000 บาท แต่เมื่อรวมความเสียหายในปีก่อนแล้ว เงินที่ได้รับ‌ก็ยังไม่พอซ่อม ชีวิตในช่วงนี้ก็ต้องทนกิน‌ของแจกน้ำท่วม ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและ‌ปลากระป๋องกันต่อไปจนกว่าน้ำจะลด ซึ่งก็‌ต้องหาทางซ่อมแซมบ้าน กว่าจะได้ทำมา‌หากินประกอบอาชีพ เงินก็คงหมด

เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัสก็‌กระทบไปถึง พระ สามเณร ซึ่งต้องพลอย‌ได้รับความลำบากไปด้วย ที่วัดบางยี่โท ‌ต.บางยี่โท อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ‌ติดแม่น้ำน้อยที่มีระดับน้ำท่วมสูง 2 เมตร ‌พบว่าที่บริเวณหอฉัน พระและสามเณร ‌กำลังช่วยกันหุงข้าวและปรุงอาหารเตรียม‌สำหรับฉันเพล พระสมุห์ไสว สัญญโตเจ้าอาวาส เล่าว่า น้ำท่วมสูงมานานร่วม1 เดือน จนเดินออกไปบิณฑบาตไม่สะดวก ‌ทุกๆ เช้า พระและเณรที่มีอยู่รวม 11 รูป ‌ต้องพายเรือไปรับบาตร แต่กระแสน้ำก็‌ไหลแรงมากและมีระดับสูง และอาหาร|ที่รับบิณฑบาตในระยะนี้ก็มีปริมาณลดลง ‌เนื่องจากประชาชนทุกครัวเรือนกำลัง‌เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมไม่มีเวลาจะมา‌ประกอบอาหารเพื่อใส่บาตรพระสงฆ์

“อาหารมื้อเช้ายังพอฉัน แต่มื้อกลาง‌วันอาหารมีน้อยไม่เพียงพอ จึงให้พระ‌และสามเณรช่วยกันปรุงอาหารเท่าที่มี ‌เช่น เก็บผักบุ้งมาผัดกับน้ำมัน รวมทั้งเอา‌อาหารแห้งที่กำนันและส่วนราชการนำ‌มาแจก พระสงฆ์ถึงแม้จะลำบาก แต่ก็ฉัน‌เพียง 2 มื้อเท่านั้น สงสารแต่ชาวบ้านที่‌บางครอบครัวยังขาดอาหารและต้องมี‌ภาระมากมายเดือดร้อนกันขนาดหนัก”

นี่คือภาพชีวิตของผู้ประสบภัยน้ำท่วม ‌ซึ่งรับผลกระทบอย่างแสนสาหัส และใช่จะยุติเท่านี้ อีกร่วม 2 เดือน กว่าจะหมด‌ฤดูฝน พวกเขายังต้องทนทุกข์ยากกันต่อไป ‌การบรรเทาความเดือดร้อน แบ่งปันน้ำใจ‌แสดงความห่วงใยต่อกัน เป็นเรื่องที่ต้อง‌ช่วยกันอย่างจริงจัง

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน