
ต้องใช้ความจริงฆ่าความเท็จ
...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
การที่มี
“คนร้าย” ยิงระเบิดเอ็ม 79ไปตกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล และวางระเบิดซีโฟร์ ที่รั้วศาลฎีกา ถือเป็น “นาฬิกาปลุก” หรือสัญญาณเตือนให้รัฐบาลได้ตระหนักว่าหลังจากออร์เดิร์ฟแล้วอาหารจานหลักจะตามมา หากรัฐบาลยังเปิดจุดอ่อน หรืออ้างว่าคิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้ความรุนแรงเช่นนี้ทั้งที่เคยมีประสบการณ์เรื่อง “คิดไม่ถึง” มาแล้วเมื่อครั้งที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาเมื่อเดือนเม.ย. 2552เช่นเดียวกับการขว้างสิ่งปฏิกูลเข้าไปในบ้านนายกรัฐมนตรี รถส่วนบุคคลและแท็กซี่จงใจเบียดเข้าไปในขบวนรถของนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยเลยสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดด้านรปภ.ของนายกรัฐมนตรีมากขึ้น
บทความนี้ไม่ได้เน้นถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เน้นคำว่า
“นายกรัฐมนตรี” เพราะถ้าหากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเป็นอะไรไปไม่ว่าจะโดนขว้างสิ่งปฏิกูล เช่นที่คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ เคยโดนมาก่อน หรือโดนต่อยอย่างเช่นที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์อดีตนายกรัฐมนตรีเคยโดนมาแล้ว หรือโดนเอารองเท้าขว้างหัว ฯลฯ ข่าวจะแพร่กระจายไปทั่วโลกซึ่งทำให้ประเทศไทยเสียหาย ส่วนคนทำก็คุ้มกับการเสี่ยงเพราะบทลงโทษมีเพียงน้อยนิดขณะเดียวกัน อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการทำอันตรายนายกรัฐมนตรีถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส แล้วมาบ่นว่า
“คิดไม่ถึง” ในภายหลัง ทั้งที่มีบทเรียนมาแล้วที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อเดือนเม.ย. 2552หลายคนบ่นว่า รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจง
“ความจริง” ให้ประชาชนทราบเท่าที่ควร ทั้งที่มีสื่ออยู่ในมือ ในขณะที่อีกฝ่ายได้ทำหนังสือ แผ่นปลิว ออกแจกจ่ายประชาชนทั่วไปโดยมุ่งชี้ให้เห็นว่า ศาลไม่ยุติธรรม ศาลมีสองมาตรฐาน รัฐบาลปล้นทรัพย์สินของคุณทักษิณ ฯลฯ ดังนั้น นับแต่นี้ไปรัฐบาลน่าจะโหมชี้แจงความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ โดยใช้ “ความจริงฆ่าความเท็จ” ที่อีกฝ่ายพยายามหลอกลวงประชาชน เพื่อป้องกัน ป้องปราม ดีกว่าการแก้ไข ปราบปรามเมื่อเกิดความรุนแรงต้องยอมรับว่า เรื่องทำนองนี้ พรรคประชาธิปัตย์สู้คุณเนวิน ชิดชอบ ไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นการสู้กับกลุ่มบ่อนทำลายสถาบันสูงสุด และการสู้กับกลุ่มบ่อนทำลายรัฐบาล รัฐบาลประชาธิปัตย์มักใช้เกมรับมากกว่าเกมรุก สู้คุณเนวินไม่ได้ที่ใช้ทั้งเกมรุกและรับอย่างได้ผลทั้งที่ตัวเองมีข้อจำกัดหลายประการ
สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ให้กับคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือต่อต้านคุณทักษิณ ได้ตระหนัก คือ จนถึงวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าคำพิพากษาของศาลจะออกมาในรูปใด ถ้าเราเชื่อในสถาบันศาลและกระบวนการยุติธรรม ก็ควรรอฟังคำพิพากษาของศาลในวันที่ 26 ก.พ.นี้ และยอมรับคำตัดสินของศาลไม่ว่าคำตัดสินนั้นจะถูกใจเราหรือไม่ก็ตาม เพราะคำตัดสินของศาลทุกกรณีย่อมถูกใจฝ่ายหนึ่ง และไม่ถูกใจอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ
ศาลฎีกาตั้งแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาแม้เป็นศาลชั้นเดียวก็ใช้ต้นแบบจากประเทศฝรั่งเศส โดยมาจากแนวความคิดที่ว่า
“คนทำชั่วกรรมมักตามไม่ทัน จึงต้องการให้กรรมติดจรวด” จึงมีการออกระเบียบพิจารณาคดีแตกต่างจากศาลยุติธรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยมาพิจารณาไต่สวน ซึ่งนักการเมืองมักมีวิธีการหลีกเลี่ยง หลบหลีกไม่ยอมมาขึ้นศาล ศาลใช้กระบวนการไต่สวนแทนการกล่าวหาคดีนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ทนายความของคุณทักษิณนำพยานเข้าเปิดความได้ถึง 24 นัด และให้สิทธิต่อสู้ทุกอย่าง รวมทั้งอนุญาตให้ทำคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ในขณะที่ให้โอกาสอัยการเพียง 9 นัดเท่านั้น (อ้างถึงคำชี้แจงของ คุณอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด)
ดังนั้น ทุกฝ่ายควรเคารพคำพิพากษาไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาเช่นใด ประชาชนอย่าไปเชื่อที่มีการกล่าวหาว่าศาลมีสองมาตรฐาน เพราะคนที่พูดเช่นนี้เป็นคนสองมาตรฐานเอง ถ้าศาลตัดสินใจถูกใจตัวก็บอกว่าศาลยุติธรรม ถ้าศาลตัดสินไม่ถูกใจก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม
ใครที่คิดข่มขู่หรือให้สินบนองค์คณะผู้พิพากษาชุดนี้ ขอให้เลิกคิดได้ เพราะท่านเหล่านี้ไม่หวั่นเกรงต่อการข่มขู่คุกคามและมีจิตใจที่มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวนต่างๆ ท่านมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ เป็นผู้รักษาความยุติธรรม ซึ่งเท่ากับเป็นผู้รักษาความสงบสุขของประเทศ ท่านเหล่านี้เป็นความหวังของประเทศ เป็นความหวังของคนทั้งประเทศ เป็นหลักประกันของความสงบ ความสุข ความเรียบร้อยของประเทศ เป็นผู้มีความสำคัญมากต่อประเทศชาติ ต่อส่วนรวม เป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม เป็นผู้ที่ช่วยประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ได้ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
ใครก็ตามที่ใช้ความรุนแรง สังคมต้องช่วยกันออกมาปฏิเสธ ออกมาประณาม และต่อต้าน ส่วนคนที่คิดจะใช้ความรุนแรง ปลุกปั่น ยุยง ก่อกวนไม่ให้ประเทศชาติมีความสงบสุข ควรก้มลงมองที่เท้าของตัวเองว่ายืนอยู่บนแผ่นดินใด ผืนดินที่สองเท้ายืนอยู่คือประเทศไทยใช่ไหม?
แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเกิด เติบโต ให้ความอบอุ่นมาโดยตลอด และจะเป็นแผ่นดินที่ฝังร่างของคุณเมื่อหมดลมหายใจ ใช่หรือไม่ ถ้าคิดได้ แล้วคุณจะมาทำร้ายประเทศชาติที่บอบช้ำอยู่แล้วให้ช้ำเข้าไปอีกทำไม เรามาช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองให้คนไทยมีความรักสามัคคีกันไม่ดีกว่าหรือ







