
ปรองดองหยุดคดี เหลืองลังเล แดงเฮโล นักวิชาการมึน
ตกปากรับคำทันที เมื่อรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริง
ตกปากรับคำทันที เมื่อรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ตกปากรับคำทันที เมื่อรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ชุด คณิต ณ นคร โดยตั้ง “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานและข้อเสนอ
ก่อนหน้านี้บิ๊กรัฐบาลออกมานำร่อง ว่าผลสรุปของ คอป. และรัฐบาลจะนำไปสู่การ “หยุดคดี” แกนนำและแนวร่วม เสื้อเหลืองเสื้อแดง ที่พันตูในการก่อม็อบขับไล่รัฐบาล โดยจะเสนอให้ “ปล่อยตัว” และ “ประกันตัว” นักโทษการเมืองตั้งแต่ก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
คดีที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย คดีก่อการร้าย คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คดีหมิ่นสถาบัน การหยุดคดีเพื่อให้บรรยากาศเข้าสู่การปรองดองอย่างแท้จริง
“โพสต์ทูเดย์” ตรวจสอบความเห็นจากกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งหลักทางการเมือง ว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอ “หยุดคดี” หรือไม่
เริ่มที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช.ขานรับว่า ข้อเสนอของ คอป.มีประโยชน์และเห็นด้วยเพราะจะนำมาสู่ความปรองดองอย่างแท้จริง เนื่องจากคู่ขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มไหน ก็ล้วนได้รับประโยชน์ เพราะการดำเนินคดีกับนักโทษการเมืองจะยุติลงไป รวมถึงประเด็นทางกฎหมายที่เป็นความขัดแย้งอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่หลายคดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ซึ่งถูกจับกุมโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อีกทั้งยังมีการกำหนดวิธีการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอีกด้วย
“ข้อเสนอทั้งหมดถือเป็นการประจานรัฐบาล อภิสิทธิ์ ที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเองและกลับดองข้อเสนอทิ้งไว้ไม่หยิบยกขึ้นมา จนกระทั่งมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในรัฐบาลเพื่อไทย เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 19 ก.ย. ล้วนเป็นเรื่องที่ถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งสิ้น ฉะนั้นการแก้ไขด้วยวิธีดังกล่าวจะสร้างความเป็นธรรมกับทุกคนน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด” นพ.เหวง กล่าว
ปีกเสื้อเหลือง ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ยังไม่เข้าใจเจตนาของข้อเสนอ คอป.เท่าไร เพราะมุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. เป็นตัวตั้งแต่กลับไม่ได้มองย้อนกลับไปว่าต้นเหตุของการรัฐประหารเกิดจากระบอบทักษิณ การทุจริตคอร์รัปชัน การครอบงำสื่อและองค์กรอิสระ จนกลุ่มผู้ทำรัฐประหารต้องยึดอำนาจในที่สุด ฉะนั้นน่าเป็นห่วงว่า ถ้าไม่เข้าใจต้นเหตุการรัฐประหารว่าเกิดจากอะไร คอป.ก็อาจต้องออกข้อเสนอขึ้นมาอีก
ส่วนการประกันตัวและการยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมืองนั้นปานเทพ บอกว่าเห็นด้วยในส่วนหนึ่ง เพราะผู้ชุมนุมไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตามล้วนมีเจตนาบริสุทธิ์ และต้องการเรียกร้องสิทธิในสิ่งที่ตนเองเชื่อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ประสงค์ใช้ความรุนแรงและพกอาวุธเข้ามา ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าข่ายนักโทษการเมือง แต่เป็นความตั้งใจใช้กำลังอย่างชัดเจน ซึ่งหากนำข้อเสนอนี้ไปบังคับใช้จริง ประเทศจะตกอยู่ในอันตรายแน่นอน
ขณะที่ ไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อเสนอที่ คอป.ระบุออกมายังเป็นเพียงหลักการกว้างๆ และไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะลดโทษ หรือจะให้โอกาสนักโทษในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ในช่วงใดบ้าง อย่างกรณีคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นหมายรวมเข้าไปด้วย หรือจะยกเลิกเพราะหากระบุเช่นนี้คงจะนำไปปฏิบัติลำบาก
นอกจากนี้ ในเรื่องของนักโทษการเมืองควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ต้องไม่รวมถึงผู้ก่อการร้ายหรือฝ่ายเผาบ้านเผาเมือง เพราะอย่างในประเทศอังกฤษหากพูดขึ้นมาว่าจะเผากรุงเทพฯ ให้เป็นทะเลเพลิงก็มีเจตนาก่อการร้ายชัด ไม่ใช่นักโทษการเมืองธรรมดาแน่นอน
ส่วนการปรับการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นสถาบัน) ไชยันต์บอกว่าเห็นด้วย เพราะจะช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไปได้อย่างมั่นคง ทำให้สามารถเสนอความคิดไปที่โครงสร้างสถาบันได้ อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอจาก คอป.หลายอย่างที่เขียนกว้างมากจนไม่เข้าใจ เช่น ที่ระบุว่าจะนำเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) หรือหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาใช้นั้น นักวิชาการหลายคนเองก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะระยะเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงตามทฤษฎีของนักวิชาการคือ ช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง การเสนอแบบนี้นักวิชาการคนไหนก็ทำได้เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 23 วัน ฉะนั้น คอป.ควรระบุให้ชัดว่าจะใช้อย่างไร และไปรับความคิดเห็นจากใครมา จึงออกความคิดเห็นในลักษณะนี้ได้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงฐานคิดของข้อเสนอที่ออกมา
ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุดและโฆษกอัยการสูงสุด กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีการยกเลิกการฟ้องคดีก่อการร้าย เพราะอัยการยื่นฟ้องตามกฎหมายไปแล้วไม่มีคำสั่งใดจะมาลบล้างคดีได้ นอกจากต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่การออกกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเริ่มจากกระทรวงยุติธรรมเสนอร่างกฎหมายขึ้นมา และส่งเข้าไปยังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ จากนั้นส่งต่อไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเข้าสภาเพื่อพิจารณาซึ่งมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล







