
ดึงทหารสกัดยาเสพติดแนวตะเข็บชายแดนเหนือ
“เฉลิม” ดึงทหารสกัดยาเสพติดแนวตะเข็บชายแดน 8 จังหวัดภาคเหนือ เสนอให้ปปง.เข้มงวดใช้กม.ยึดทรัพย์ ตั้งเป้าปราบ 1 ปี
“เฉลิม” ดึงทหารสกัดยาเสพติดแนวตะเข็บชายแดน 8 จังหวัดภาคเหนือ เสนอให้ปปง.เข้มงวดใช้กม.ยึดทรัพย์ ตั้งเป้าปราบ 1 ปี
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และผอ.ศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ(ศพส.) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันประชุมศพส.
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวในฐานะผอ.ศพส. ว่าต้องการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่อหาแนวทางบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยปัญหายาเสพติดส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าจากนอกประเทศนำเข้ามาในประเทศ โดยพื้นที่ที่พบการนำเข้ามากสุดคือบริเวณ 8 จังหวัดภาคเหนือ พบการนำเข้ามากกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบการนำเข้ามากว่า 13 เปอร์เซ็นต์ และมีการนำเข้ามากสุดทางอำเภอ เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ดังนั้น ตนจึงมีแนวคิดอุดช่องโหว่การนำเข้าด้วยการปิดรอยตะเข็บชายแดน โดยต้องอาศัยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารสนับสนุนการทำงาน รวมถึงประสานกับรมว.สาธารณสุข เพื่อควบคุมและสกัดกั้นสารตั้งต้นยาเสพติด ทั้งนี้ เชื่อว่าปัญหายาเสพติดของประเทศมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ร.ต.อเฉลิม กล่าวว่า นอกจากนี้ตนได้หารือกับรมว.ยุติธรรม แก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกเพราะนักโทษส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดียาเสพติด ด้วยการให้นักโทษคดียาเสพติดที่เหลือโทษไม่เกิน 1 ปี เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ซึ่งอาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย และขอให้กระทรวงมหาดไทยติดตามพิสูจน์ทราบพฤติกรรมภายหลังการบำบัด ตลอดจนใช้วิธีการบำบัดที่บ้าน โดยการแก้กม.นั้นคงต้องมีการศึกษาข้อกฎหมายเพื่อรองรับกรณีการจับกุมผู้ต้องหาที่มียาเสพติดจำนวนไม่มาก เช่น กรณีจับได้เพียง 1 เม็ด ไม่ให้ต้องรับโทษจำคุก เพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าแก้ปัญหายาเสพติดภายใน 1 ปี อย่างไรก็ตาม ตนได้เรียกเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) หารือเพื่อใช้มาตรการยึดทรัพย์กับกลุ่มผู้ต้องหาคดียาเสพติดควบคู่ไปด้วย
เมื่อถามถึงมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฆ่าตัดตอนกลับมาอีก ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่มีมาตรการในเรื่องดังกล่าว เจ้าหน้าที่ต้องทำงานโดยดูตามสถานการณ์ เรื่องแบบนี้พูดยาก แล้วแต่สถานการณ์ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะต้องรอให้อีกฝ่ายยิงก่อนจึงจะต่อสู้ได้
ทั้งนี้ ในวันที่ 17 ก.ย. เวลา 10.00 น.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเผาทำลายวัตถุเสพติดครั้งที่ 40 ที่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.อยุธยา โดยยาเสพติดของกลางที่ถูกทำลายมีจำนวน 821 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,450ล้าน







