posttoday
จัดระเบียบแบงก์รัฐ ทำดีก็ต้องชมกันหน่อย

จัดระเบียบแบงก์รัฐ ทำดีก็ต้องชมกันหน่อย

15 กันยายน 2554

นโยบายและการดำเนินการต่างๆ ที่ออกมาจากกระทรวงการคลังตั้งแต่มีรัฐมนตรีใหม่

นโยบายและการดำเนินการต่างๆ ที่ออกมาจากกระทรวงการคลังตั้งแต่มีรัฐมนตรีใหม่

โดย..อรุณ จิรชวาลา

เพิ่งเห็นเข้าท่าก็เรื่องที่ท่านประกาศจะจัดระเบียบธนาคารเฉพาะกิจ

คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ แต่คนในวงการเงินทราบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวรัฐมนตรีคลังเองที่เคยอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มาก่อน ท่านคงหงุดหงิดกับธนาคารเหล่านี้มานาน เพราะไม่ใคร่มีมาตรฐานในการประกอบการ ไม่ใคร่มีวินัยในการปล่อยสินเชื่อ ไม่ตั้งสำรองตามหลักสากล ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ตลอดจนไม่ได้รับการกำกับดูแลที่ดีจากต้นสังกัด คือกระทรวงการคลัง โดยที่ ธปท.ไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว

สังเกตให้ดีจะเห็นว่า ในนโยบายที่ประกาศออกมา กระทรวงการคลังยอมแม้กระทั่งสละอำนาจของตนเองบางส่วน ด้วยการมอบหมายให้ ธปท.เข้าไปตรวจสอบและสั่งการในบางเรื่อง และให้มีการจ้างผู้สอบบัญชีภายนอกเข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติม จากเดิมที่ถูกตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว

ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ จะยอมเสียสิทธิกันง่ายๆ หรือครับ

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ผมขอเชียร์เต็มที่ และขอให้กำลังใจท่านรัฐมนตรีให้ทำสำเร็จ อย่าได้มีการถอดใจเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถูกกลุ่มธุรกิจอิงการเมืองภายในพรรครัฐบาลเองรวมหัวกันขัดขวางต่อต้าน

ที่ผมเห็นน่ากลัวที่สุด และเป็นจริงตามข้อสรุปของท่านรัฐมนตรีกับที่ปรึกษา (ธนาคารโลก) ก็คือ การขยายขอบเขตการปล่อยสินเชื่อเกินวัตถุประสงค์เดิม ข้ออ้างก็คือจะได้มีฐานรายได้กว้างขึ้น เป็นภาระกับกระทรวงการคลังน้อยลง และช่วยชดเชยรายจ่ายที่สูงกับรายได้ที่ต่ำในการให้บริการกับรายย่อย

ผมขอช่วยท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่า มันชดเชยกันไม่ได้ มีแต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยง เพราะการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ หรือสินเชื่อโครงการ เป็นธุรกิจที่ธนาคารเหล่านี้ไม่ถนัด และไม่มีการพัฒนาขีดความสามารถเอาไว้

อย่าว่าแต่ธนาคารเฉพาะกิจที่ไม่มีโครงสร้างภายในรองรับสินเชื่อโครงการ รวมทั้งคณะกรรมการและผู้บริหารไม่มีความรู้เพียงพอเลยครับ แม้แต่ในหมู่ธนาคารพาณิชย์เองที่เชี่ยวชาญกว่า ทุกครั้งที่เศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ก็มักมีปัญหาตามไปด้วย บทเรียนจากอดีตที่รัฐต้องเอาเงินภาษีจำนวนมหาศาลเข้าไปโอบอุ้มก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง

การมีอำนาจอนุมัติสินเชื่อก้อนโตรายละเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ไม่ใช่สูตรสำเร็จแห่งการเพิ่มรายได้อย่างแน่นอนครับ เพราะถ้าใช่ ระบบธนาคารพาณิชย์คงไม่เคยเกิดปัญหา

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ธนาคารเฉพาะกิจจะอยากมีเสรีภาพในเรื่องนี้ เพราะถึงแม้ส่วนรวมจะเสี่ยง แต่ส่วนตัวผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีบทบาทและอำนาจมากขึ้น ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวที่อาจได้รับทั้งในทางตรงและทางอ้อม

ผมอยากให้ข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งว่า ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยมีแนวโน้มอิงการเมืองมากขึ้น บางรายลงเล่นเอง บางรายส่งเครือญาติหรือตัวแทนลงเล่น หรือไม่ก็ให้การสนับสนุนทางการเงินและอื่นๆ บ่อยครั้งมีการเลือกข้าง บางครั้งก็เลือกทั้งสองข้าง หรือทุกๆ ข้าง

สิ่งที่คนในวงการเงินเห็นหนาตา คือ การวิ่งเต้นขอสินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการ บางครั้งมีตัวนักการเมืองหรือคนใกล้ชิดออกหน้าหรือเป็นนายหน้าให้ด้วย แต่แน่นอนว่า การจะไปวิ่งเต้นกับธนาคารเอกชนไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงหากเป็นโครงการดี ธนาคารเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายวิ่งมาหาเอง แต่หากมีความเป็นไปได้ต่ำ เขาก็จะพยายามถอยห่าง

เพียงก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ธนาคารที่นักธุรกิจอิงการเมืองนิยมไปวิ่งเต้น นอกจากธนาคารของรัฐแล้ว ก็ยังมีธนาคารขนาดกลางอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ในทางกฎหมายเป็นเอกชน เพราะรัฐถือหุ้นไม่ถึงครึ่ง แต่ในทางปฏิบัติเป็นของรัฐ เพราะรัฐเคยเข้าไปช่วยเพิ่มทุนให้ และกระทรวงการคลังมีบทบาทสูงในการแต่งตั้งคณะกรรมการและผู้บริหาร

คณะกรรมการมักจะประกอบด้วยข้าราชการ อดีตข้าราชการ ผสมผสานกับพวกพ้องส่วนตัวของนักการเมือง ส่วนซีอีโอก็มักจะมาตามใบสั่ง

กลุ่มธุรกิจอิงการเมืองจะชอบไปวิ่งเต้นขอสินเชื่อผ่านประธานหรือกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงบางคน โดยมีกลุ่มเจ้าหน้าที่สินเชื่อบางกลุ่มคอยชงเรื่องให้ แลกเปลี่ยนกับการได้ดิบได้ดีในหน้าที่การงานและอื่นๆ

ธนาคารพาณิชย์กึ่งรัฐเหล่านี้ ปัจจุบันได้หายหน้าหายตาไปเกือบหมดแล้ว เพราะถูก ธปท.จับขายให้ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหารไทย นครหลวงไทย หรือไทยธนาคาร เหลือเพียงธนาคารพาณิชย์ของรัฐตัวจริงคือกรุงไทย ซึ่งก็ถูกสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะรอยแผลจากสินเชื่ออิงการเมืองเมื่อ 78 ปีก่อนยังปิดไม่สนิท

ธนาคารเฉพาะกิจในขณะนี้จึงมีความสำคัญสูงในการเป็นถุงเงินสำหรับธุรกิจอิงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปข้างหน้า ธนาคารเหล่านี้จะได้อานิสงส์จากการลดระดับการประกันหรือการคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งน่าจะทำให้มีการไหลของเงินฝากจากสถาบันการเงินเอกชนไปสู่ธนาคารของรัฐ และจะกลายเป็นข้ออ้างในการพยายามขยายขอบเขตการให้สินเชื่อ

ที่วิจารณ์กันว่านโยบายใหม่เป็นการ “ตีตรวน” ธนาคารเฉพาะกิจ ซึ่งจะมีผลให้คนยากจนกับรากหญ้าเดือดร้อน และเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ผมเชื่อว่าเป็นคนละเรื่องกัน การให้เลิกปล่อยสินเชื่อให้กับรายใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกปล่อยให้รายย่อย ในทางตรงข้าม อาจกลับต้องพยายามหนักขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรืองบประมาณของแต่ละปี

สำหรับการหย่อนมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อให้กับรายย่อยก็ยังทำได้เหมือนเดิม เพียงแต่ให้มีการประเมินหรือการคาดการณ์กันไว้ล่วงหน้า ว่าหย่อนเท่าไรจะทำให้อัตราการเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นแค่ไหน กำไรจะเหลือเท่าไร หรือจะขาดทุนแค่ไหน หากทำได้ดีกว่าก็สอบผ่าน แย่กว่าก็สอบตก เป็นต้น

ผมไม่อยากให้สื่อถูกยืมมือต่อต้านโดยไม่รู้ตัว โดยไปเหมารวมกับการดำเนินการเรื่องอื่นที่ไม่น่าประทับใจของรัฐมนตรี

ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำหรับตัวรัฐมนตรีเองด้วย ต่อไปจะได้ไม่ทำอะไรให้เป็นที่หวาดระแวงของสังคมอีก 

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69