
โลกใหม่...ต้องเริ่มจัดการใหม่
ไม่เฉพาะคนไทยหรอกครับ!...
ไม่เฉพาะคนไทยหรอกครับ!...
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
แต่ขณะนี้คนที่ทำงานด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาทั่วโลกต่างเป็นกังวลต่อ “ความจริง” ชุดใหญ่ที่กำลังเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง
ข้อแรก...ความรุนแรงและความถี่ของภัยธรรมชาติที่เชื่อมกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ และภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงของโลกปรากฏชัดขึ้นและสร้างความเสียหายไปทั่ว ข้อนี้ชี้ชัดว่าการสร้างพฤติกรรมรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมจะทำกันแค่เป็นกระแสแฟชั่นไม่ได้ และจะละเว้นใคร ชาติใดว่าไม่ต้องทำก็คงไม่ได้
แค่ข้อนี้ข้อเดียว...ระบบโลกที่มนุษย์บริหารกันอยู่ผ่านกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศ ก็บ่งชี้ว่า...ไม่มีประสิทธิภาพพอรับมือกับการเอาคืนของธรรมชาติ
ข้อสอง...ความเสียหายจากระบบการเงินโลกที่ลุกลามมาตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ ได้ขยายตัวราวกับมะเร็งร้ายที่กัดกินกลุ่มเศรษฐกิจที่เคยเข้มแข็งที่สุดในโลก ทั้งสหรัฐและยุโรปได้ก้าวสู่จุดวิกฤตใหม่ แม้จะมีความพยายามแก้ไขมาตลอด 3 ปี แต่ก็ชัดเจนว่าไม่กล้าพอที่จะใช้ยาแรงกับตนเอง โดยเฉพาะต่อระบบสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลมหาศาล แต่ขับเคลื่อนไปผิดทิศผิดทางทำลายตนเองอย่างต่อเนื่อง
ข้อนี้เปรียบเสมือนอาการเลือดออกในช่องท้องหรือเลือดตกใน ซึ่งร้ายแรงมากและยังนำไปสู่การกระทบกระเทือนต่อการทำงานของระบบอื่นๆ ของโลก ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
ข้อสาม...แม้ภาวะการค้าโลกกำลังฟื้นกลับขึ้นมาสู่สภาพเหมือนปกติก่อนล้มป่วยในวิกฤตซับไพรม์ แต่ความล้มเหลวของระบบการเงินโลกได้ฉุดเหนี่ยวให้ระบบการค้าโลกมีความลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและตลาดตราสารอนุพันธ์ ซึ่งซื้อขายล่วงหน้าในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น แร่ธาตุ โลหะ เชื้อเพลิงผลผลิตการเกษตรและทองคำที่มีราคาผันผวน กระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคเศรษฐกิจแท้จริงโดยไม่จำเป็น
ข้อสี่...ประชากรโลกได้เพิ่มปริมาณเป็น 7 พันล้านคน พร้อมๆ กับการขยายตัวของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ในกลุ่มประเทศ BRIC หรือ Brazil Russia India และ China ทำให้ความต้องการบริโภคทั้งอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกันนั้นน้ำมันจะหมดจากโลกในอีก 40 ปีข้างหน้า แม้จะใช้อย่างประหยัดก็ตาม
นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงผลวิจัยไว้อีกเรื่องว่า ธัญพืช 1 ตัน ต้องใช้น้ำดิบ 1,000 ตัน ในการเพาะปลูกมันขึ้นมา และเนื้อปศุสัตว์แต่ละกรัมก็ต้องใช้ธัญพืชถึง 5 เท่า ในการแลกเนื้อสร้างมันขึ้นมา ดังนั้น ชนชั้นกลางที่หันมามีรสนิยมบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น จึงหมายถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานในการแย่งชิงน้ำดิบระหว่างกันมากขึ้น
นี่ยังไม่นับเรื่องที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชหันมาขยายการปลูกพืชอิ่มถังแทนพืชอิ่มท้องมากขึ้นอย่างรวดเร็ว...แปลว่าน้ำดิบที่ใช้เพาะปลูกเป็นทรัพยากรที่ยิ่งมีตัวหารมากขึ้นอีก
ขณะนี้ระดับน้ำเพื่อการเกษตรทั่วโลกกำลังถึงภาวะวิกฤต World Watch Institute ประเมินว่า เราผลิตธัญพืชได้น้อยลง 10% ต่อทุกๆ 1 องศาเซนติเกรดที่สูงขึ้นของโลก
เป็นไงครับ...ความจริง...ของโลกใหม่ที่กำลังมา...สำหรับระบบราชการแล้ว การปฏิรูประบบราชการใหม่ผมเสนอว่า...น่าจะได้เวลาตั้งกระทรวงเศรษฐกิจที่มีหนึ่งว่าการกับหลายๆ ช่วย และกระทรวงน้ำ ที่มีอีกหนึ่งว่าการกับหลายๆ ช่วย เผื่อจะมีเอกภาพพอรับมือกับโลกยุคใหม่ได้บ้าง m







