posttoday
หลักการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบภัยพิบัติธรรมชาติ

หลักการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบภัยพิบัติธรรมชาติ

14 กันยายน 2554

การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบภัยพิบัติธรรมชาตินั้น

การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบภัยพิบัติธรรมชาตินั้น

โดย..ภัทระ ลิมป์ศิระ

นอกจากจะต้องคำนึงว่าจะให้ความช่วยเหลือไปให้ถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังต้องคำนึงถึงการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม และไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยมีหลักการขั้นพื้นฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้

1.ลำดับการให้ความช่วยเหลือ : การคุ้มครองปัจเจกชนเป็นพันธกรณีของรัฐอันเป็นสัญญาประชาคมที่รัฐต้องคุ้มครองประชาชนจากภัยคุกคาม ในทางกลับกันประชาชนจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐกำหนด แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นคนสัญชาติของรัฐที่ได้รับผลกระทบก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศทางกฎหมายในการคุ้มครอง หากการให้ความช่วยเหลือภายในรัฐไม่เพียงพอจากพฤติการณ์ทั้งหลาย การให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศจึงมีความจำเป็น รัฐไม่อาจกล่าวอ้างโดยอาศัยกลไกภายในประเทศและอำนาจอธิปไตยเพิกเฉยต่อปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติมิได้

1.1 การให้ความช่วยเหลือภายในประเทศ : รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่อยู่ภายในเขตอำนาจของรัฐโดยไม่แบ่งแยกกันตามสัญชาติ บริหารจัดการอย่างมีองค์ความรู้และมีประสิทธิภาพ แม้ว่ารัฐบาลจะมีความรับผิดชอบหลักในการให้ความช่วยเหลือภายในดินแดนตนเป็นลำดับแรก (Primary) แต่มิใช่เป็นหน้าที่แต่เพียงผู้เดียว (NonExclusive) ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้หน้าที่ลำดับรองในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเข้ามาเติมเต็มพันธกรณีของรัฐที่ได้รับผลกระทบ เมื่อการให้ความช่วยเหลือภายในรัฐไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอ

1.2 การให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ : ในบางสถานการณ์ที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว และมีความต้องการขอรับความช่วยเหลือระหว่างประเทศอย่างมากและเร่งด่วน แต่กลับถูกเพิกเฉยหรือล่าช้า รัฐที่ประสบภัยสามารถใช้นโยบายเปิดประตูรับความช่วยเหลือ แต่ก็มีบางกรณีที่ปิดกั้นการให้ความช่วยเหลือด้วยเหตุผลนานาประการ แม้ในที่สุดจะมีความช่วยเหลือเข้ามาถึงในภายหลัง แต่ก็เป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย หรือไม่อาจเข้าถึงผู้ประสบภัยที่ต่างรอคอยได้ โดยปัจจุบันหลักกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าการเข้าไปบรรเทาภัยพิบัติจากภายนอกประเทศยังคงต้องได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากรัฐที่ได้รับผลกระทบก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

รัฐสามารถให้การบรรเทาทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของ บุคลากร หรือเงิน จนไปถึงการเข้าทำสนธิสัญญาทั้งทวิภาคี พหุภาคี จนก่อให้เกิดจารีตประเพณีเป็นแนวปฏิบัติของรัฐ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานต่างๆ ก็มีส่วนในการสร้างหลักกฎหมายเกี่ยวกับการตอบสนองต่อภัยพิบัติธรรมชาติ นอกจากสหประชาชาติแล้ว หน่วยงานหลักเป็นผู้ผลักดันให้เกิดหลักกฎหมายในเรื่องนี้ คือ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ซึ่งจัดตั้งโครงการวิจัยเรียกว่า กฎหมายตอบสนองภัยพิบัติระหว่างประเทศ (International Disaster Response Law : IDRL) โดยเทียบเคียงกับมาตรฐานทางกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีรายงานภาคสนามจากกรณีศึกษาภัยพิบัติธรรมชาติในแต่ละประเทศ

แนวคิดการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ไม่แตกต่างจากการให้ความช่วยเหลือภายในรัฐ เนื่องจากเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยกับประชาชน มีจุดมุ่งหมายในการบรรเทาภัยพิบัติและเคารพสิทธิของบุคคลอย่างเต็มที่

2.หลักมนุษยธรรม : หลักการมนุษยธรรมเป็นหลักการพื้นฐานระดับระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันและส่งเสริมความอยู่รอดของมนุษยชาติอย่างมีศักดิ์ศรี คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ประกันความเคารพนับถือต่อมนุษยชน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน หลักมนุษยธรรมจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการให้ความช่วยเหลือ

3.หลักความเป็นกลาง : การให้ความช่วยเหลือจะต้องไม่ยึดถือเหตุผลทางด้านการเมือง ศาสนา เชื้อชาติ อุดมการณ์ หลักการนี้เมื่อปรับใช้ในสถานการณ์ที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการขัดกันทางอาวุธ ต้องมีการคุ้มกันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ ซึ่งอาจจะเผชิญกับการถูกกล่าวหาว่าขาดความเป็นกลาง ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางด้านมนุษยธรรมแล้ว จึงต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง ซึ่งทำให้หลักการนี้มีความสำคัญยิ่งในการดำรงความเป็นกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัย

4.หลักไม่ทำตามอำเภอใจ : การให้ความช่วยเหลือจึงควรอยู่ในแนวทางที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ลำดับความสำคัญแก่ผู้ที่จำเป็นจะต้องให้ก่อน หลักการไม่กระทำตามอำเภอใจจึงเป็นการที่คำนึงถึงการให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมที่ผู้นั้นควรได้รับ

5.หลักไม่เลือกปฏิบัติ : หลักการไม่เลือกปฏิบัติเน้นการให้ความช่วยเหลือที่ต้องไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมือง หรือความคิดเห็นอื่นใด สัญชาติ หรือที่มา ทรัพย์สิน สถานที่เกิด อายุ ความพิการหรือสถานภาพต่างๆ ซึ่งมักจะกลืนไปกับหลักการไม่กระทำตามอำเภอใจ จึงแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในความสำคัญของหลักการนี้ว่าต้องนำไปปฏิบัติควบคู่กัน

หลักไม่ทำตามอำเภอใจแม้จะใกล้เคียงกับหลักการไม่เลือกปฏิบัติ แต่ทั้ง 2 หลักการมีความแตกต่างกัน เช่น สภากาชาดของรัฐที่ปฏิเสธการให้บริการแก่กลุ่มชนใดด้วยเหตุผลจากความแตกต่างของชาติพันธุ์ ถือว่ารัฐดังกล่าวล้มเหลวที่จะปฏิบัติตามกฎการไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนพนักงานของสภากาชาดผู้ใดที่ปฏิบัติต่อเพื่อนของตนเป็นกรณีพิเศษมากกว่าผู้อื่น จะขัดกับหลักการไม่กระทำตามอำเภอใจ เป็นต้น

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือภัยพิบัติในแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน ซึ่งสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน จนมีผลที่ผู้ประสบภัยที่ไม่ตกเป็นข่าวจะก็ถูกละเลยและเพิกเฉย

6.หลักให้ความร่วมมือ : การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติมาจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ภายในรัฐของตน และยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศอีกด้วย มิใช่เป็นการแต่ละหน่วยงานแม้ก็มีอำนาจและหน้าที่ของตนแตกต่างกัน แต่ก็ได้พยายามขยายขอบเขตการทำงานของหน่วยงานตนจนกลายเป็นว่าต่างคนต่างทำ ดังนั้นการร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ จะส่งผลดีต่อการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย เพื่อป้องกันความสับสน ซ้ำซ้อนของการดำเนินการ และการทับซ้อนของพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่รอคอยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มประสิทธิภาพตามสิทธิพื้นฐานของตน

หลักความร่วมมือยังช่วยลดความเสี่ยงภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction) ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องร่วมมือกันและช่วยเหลือกันกับหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงการร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของการวางแผนเตรียมการ การอพยพที่เป็นระบบ มีความต่อเนื่องกันตามวัฏจักรของภัยพิบัติ

แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันได้เล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการและความร่วมมือ จึงได้จัดการประชุมหน่วยงานต่างๆ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อให้การทำงานเป็นแบบบูรณาการและตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ให้ทันท่วงที และการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลจึงต้องคำนึงถึงหลักการที่ได้กล่าวมาข้างต้น อันเป็นหลักการโดยอาศัยฐานทางกฎหมายในการขับเคลื่อนนโยบาย

หากแต่การตั้งคณะทำงานตามเหตุการณ์ภัยพิบัติในแต่ละครั้งจึงยังมิใช่แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เนื่องมาจากประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรวบรวมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำงานอย่างบูรณาการแผนในรูปของคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ เช่น การกำหนดนโยบายในการจัดทำแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ การบูรณาการพัฒนาระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรละเลยกลไกทางกฎหมายเพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง การตอบสนองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงทีต่อความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้น  

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่