
สถานีประชาชน:ศูนย์คนหาย TPBS
ปลายเดือนที่ผ่านมา (ส.ค.) สื่อมวลชนพากันรายงานข่าวกรณีน้องพอมแพม เด็กผู้หญิงวัย 3 ขวบ
ปลายเดือนที่ผ่านมา (ส.ค.) สื่อมวลชนพากันรายงานข่าวกรณีน้องพอมแพม เด็กผู้หญิงวัย 3 ขวบ
โดย..พลเดช ปิ่นประทีป
ที่หายออกจากบ้านตั้งแต่ต้นเดือนได้ถูกตามตัวจนพบและนำกลับมาสู่อ้อมอกพ่อแม่ได้แล้ว ยังความปลาบปลื้มใจเป็นที่สุดจากทุกฝ่าย ซึ่งครอบครัวพลเมืองดีที่ช่วยเหลือให้สัมภาษณ์ว่า ได้ติดตามข่าวการหายตัวของน้องพอมแพมจากรายการสถานีประชาชนทางไทยพีบีเอสและสื่อต่างๆ
ปัญหาการลักพาตัวเด็กและคนสูญหายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ และเมื่อปี 2550 ตอนที่ดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ผมใช้ความพยายามอย่างมากในการแก้ปัญหากรณี “รถตู้ลักเด็ก” ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความหวาดผวาของผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กอยู่ในความดูแล เจ้าหน้าที่รายงานว่าช่วงปี 2546-2550 มีตัวเลขคนหาย 400 คน ในจำนวนนี้คาดว่าเป็นการลักพาตัว 19 คน และตามตัวได้เพียงแค่ 11 คนเท่านั้น
ผมตามลงไปเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย 2 ครอบครัว ในจังหวัดสมุทรสาครได้เห็นความทุกข์ของคุณพ่อของเด็กแล้วน่าสลดใจมาก เขาดิ้นรนตามหาลูกชายวัย 9 ขวบ จนหมดเนื้อหมดตัว มีข่าวแว่วจากที่ใดก็ไปตระเวนหาจนล้มป่วยเป็นโรคกระเพาะทะลุถึงขั้นต้องเข้าผ่าตัดรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ผมเองก็ทำได้แค่เพียงปลอบประโลม
เมื่อพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่นั่นพร้อมกับฝ่ายตำรวจ ผู้บริหารท้องถิ่นและนายกสมาคมธุรกิจประมงจึงได้ข้อมูลชัดว่าไม่ใช่มีแต่เด็กที่ถูกลักพาตัว คนหนุ่มสาววัยแรงงานก็เยอะมากที่หายตัวลงทะเลไป เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นโดยเชิญญาติและเหยื่อทั้ง 19 คน มาร่วมเพื่อถอดบทเรียนรู้ร่วมกับศูนย์สายด่วน องค์กรเอ็นจีโอและข้าราชการหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
จำได้ว่าที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า 1) คนหายมีทุกเพศทุกวัย เด็ก แรงงาน และคนชรา ล้วนมีแบบแผนที่แตกต่างกัน 2) ช่วงเวลาทองในการติดตามตัวกลับคือภายใน 23 ชั่วโมงแรกเท่านั้น 3) ปัญหาที่พบเวลาญาติไปแจ้งความคือ ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งต้องให้รอครบ 24 ชั่วโมงก่อนตามระเบียบข้อบังคับ 4) การแจ้งข่าวและกระจายข้อมูลคนหาย และผู้ต้องสงสัยรูปพรรณสัณฐาน สถานที่เกิดเหตุ ฯลฯ ไปยังห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่งและที่ชุมชนใหญ่ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด
5) สื่อโทรทัศน์และวิทยุที่เกาะติดรายงานและรับแจ้งข่าวเป็นหัวใจความสำเร็จ 6) เมื่อหายตัวไปหลายวันแล้วการติดตามตัวโดยทางราชการไม่ค่อยได้ผล เอ็นจีโอก็ช่วยไม่ได้มากเพราะขาดเงินทุนสนับสนุน ส่วนนักสืบเอกชนมีประสิทธิภาพกว่าแต่มีค่าโสหุ้ยเยอะ
กรณีน้องพอมแพมกับรายการสถานีประชาชนทางไทยพีบีเอส ทำให้ผมนึกย้อนถึงการสัมมนาของกระทรวง พม. ตามที่เล่าข้างต้น วันนั้นเรายังไม่มีสื่อสาธารณะแบบไทยพีบีเอส จึงแก้ปัญหาไม่ได้เพราะทีวีพาณิชย์เขาจะไม่ทำรายการแบบนี้เนื่องจากไม่มีเรตติง ไม่มีสปอนเซอร์ ส่วนทีวีราชการก็ทำไม่ได้และมัวแต่สนใจประเด็นของนักการเมืองและกลุ่มผู้นำ คนตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจต่อรองจึงถูกมองข้ามและปล่อยให้ดิ้นรนกันไปตามยถากรรม
รายการสถานีประชาชนออกอากาศสด 1 ชั่วโมงเต็มทุกวันทางไทยพีบีเอสตั้งแต่วันจันทร์ศุกร์ เวลา 14.00-15.00 น. แต่เขาตั้งศูนย์คนหายไทยพีบีเอสขึ้นมาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ต้องรอให้คนหายครบ 24 ชั่วโมงเสียก่อนจึงแจ้งแบบโรงพักตำรวจ การติดตามจึงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ตลอดปี 2553 มีรายงานแจ้งคนหาย 276 คน เป็นชาย 113 หญิง 163 อายุส่วนใหญ่ระหว่าง 15-22 ปี ซึ่งสามารถตามกลับมาสู่ครอบครัวได้ถึง 205 คน คิดเป็น 3 ใน 4 ซึ่งเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงมาก ในจำนวนนี้พบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 7 คน ส่วนที่เหลือกำลังติดตามอยู่
ไทยพีบีเอสได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีเหล้าบุหรี่ปีละ 2,000 ล้านบาท จึงมีหน้าที่ต้องรับใช้ประโยชน์สาธารณะและประชาชนผู้ด้อยโอกาสอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยไม่ต้องกังวลในการหาสปอนเซอร์ แต่ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีผลงานที่คุ้มค่าเงินดังกล่าวแค่ไหน
ถ้าชีวิตคน 1 คน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 10 ล้านบาทเท่ากับจำนวนเงินชดเชยแก่ญาติพี่น้อง 91 คน ในเหตุการณ์ราชประสงค์ตามที่กลุ่ม นปช. กำลังเรียกร้องจากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ เฉพาะคุณค่าของผลงานเพียงภารกิจเดียวที่รายการสถานีประชาชนสามารถช่วย 205 คน มาได้ก็มีมูลค่า 2,050 ล้านบาท เข้าไปแล้ว
ถ้ารวมผลงานทั้ง 120 รายการที่ผลิตและเผยแพร่ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด โดยเน้นเฉพาะด้านการปกป้องสมบัติของแผ่นดิน ด้านพิทักษ์ชีวิตทรัพย์สินประชาชน ด้านป้องปรามภัยสังคมและด้านสั่งสมทุนภูมิปัญญาของประเทศ ผมอยากเชิญชวนนักเศรษฐศาสตร์มาช่วยกันประเมินผลงานไทยพีบีเอสในเชิงคุณค่าและมูลค่าประกอบกัน เพื่อให้สังคมได้มีดุลพินิจที่รอบคอบรอบด้านต่อสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยองค์กรนี้ครับ







