
จัดทัพ ราชทัณฑ์-เลขา ปปท.กระชับอำนาจ-ปูทางแม้วกลับ
เริ่มที่การเด้ง ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปเป็นรองปลัด
เริ่มที่การเด้ง ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปเป็นรองปลัด
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มที่การเด้ง ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปเป็นรองปลัด และดัน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ขณะเดียวกันได้ย้าย อำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปเป็นผู้ตรวจ และให้ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ ผู้ตรวจ ขึ้นเป็นเลขา ป.ป.ท.แทน
นอกจากนี้ยังย้าย สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นรองปลัด พิทยา จินาวัฒน์ รองปลัด เป็นอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ สุรีย์ประภา ตรัยเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นรองปลัด เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. มาช่วยราชการในตำแหน่งเลขา ป.ป.ส.
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการตั้ง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการ ปปง. ส่วนขยักต่อไปจะมีการตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ข้ามห้วยไปนั่งเป็นศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กินระดับซี 11
การโยกย้ายครั้งนี้ต้องโฟกัสไปที่ 2 หน่วยงานหลักที่ถือเป็นหัวใจของการโยกย้าย คือ การตั้ง พ.ต.อ.ดุษฎี ขึ้นเป็นเลขา ป.ป.ท. และการตั้ง พ.ต.อ.สุชาติ เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์
2 นายตำรวจคนดังกล่าวถือเป็นเพื่อนสนิทกัน เนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 37 และรุ่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี ที่ย้ายมาลงหลักปักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยุคก่อตั้งสมัย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ ก่อนที่จะถูกเด้งออกนอกดีเอสไอหลังรัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 2549
ผลครั้งนั้น พ.ต.อ.ทวี จากรองอธิบดีดีเอส ไปเป็นรองเลขาฯ ป.ป.ส. พ.ต.อ.สุชาติ ไปสำนักกิจการยุติธรรม และ พ.ต.อ.ดุษฎี ไปเป็นผู้อำนวยการในสังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จากนั้นกลับคืนชีพอีกครั้งหลังรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดย พ.ต.อ.ทวี ขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอ ส่วน พ.ต.อ.สุชาติ และ พ.ต.อ.ดุษฎี กลับมาเป็นรองอธิบดี
ทว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ พ.ต.อ.ทวี ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่วน พ.ต.อ.ดุษฎี ถูกเด้งเข้ากรุเป็นผู้ตรวจ ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ หนีการแช่แข็งด้วยการขอย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที ท่ามกลางข่าวว่าทั้งสามคนเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแกนนำเสื้อแดง รวมทั้งคดีการฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์คดีไซฟอนเงิน และคดีลอบยิง สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ถูกลากเข้าไปเชื่อมโยง เนื่องจากลูกน้องคนสนิท คือ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ได้ตกเป็นผู้ต้องหา
การกลับมาผงาดในตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ท. ของ พ.ต.อ.ดุษฎี จึงน่าสนใจยิ่ง เพราะตำแหน่งนี้กุมข้อมูลความผิดของข้าราชการระดับ 8 ลงมา ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจัดระเบียบให้ข้าราชการระดับล่างให้อยู่ในมือ ซึ่งง่ายต่อการบริหารจัดการในการปูทางไปสู่การรักษาเสถียรภาพรัฐบาล และการสร้างฐานคะแนนเสียงควบคู่ไปกับการจัดตั้งมวลชนเสื้อแดงในระดับหมู่บ้าน
ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อรับผิดชอบภารกิจสำคัญในการทำความเห็นประกอบฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
แม้ว่าฝ่ายบริหารจะยืนยันว่าการแต่งตั้ง พ.ต.อ.สุชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับการปูทางให้ “ทักษิณ” กลับบ้าน เนื่องจากขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษของคนเสื้อแดงนั้นได้ผ่านขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ไปแล้วก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวยังน่าจับตามอง เนื่องจากขณะนี้มีผู้ต้องขังกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 20 คนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี และเรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี
การที่รัฐบาลมอบหมายให้ “พ.ต.อ.สุชาติ” กลับมาคุมกรมใหญ่ที่สุดในกระทรวงยุติธรรมนั้นถือว่าไม่ธรรมดา เพราะในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นรัฐมนตรียุติธรรมนั้น “สุชาติ” อยู่ในตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอที่เข้าให้ปากคำต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะย้ายไปรับตำแหน่งผู้ตรวจราชการในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในยุคที่ “ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” เป็นรัฐมนตรี ก่อนเก้าอี้จะผลัดมาเป็นของ “จุติ ไกรฤกษ์” จึงทำให้ “สุชาติ” ต้องนั่งนิ่งเพื่อรอเวลาเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
เส้นทางการเติบโตของ “พ.ต.อ.สุชาติ” ถือว่าไม่ธรรมดา เขาเป็นอดีตนายเวรของ พล.ต.อ.สมบัติ อดีตอธิบดีดีเอสไอ น้องชาย “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีต รมว.ยุติธรรม โดยระหว่างที่ พล.ต.อ.สมบัติ มาเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดดีเอสไอ “พ.ต.อ.สุชาติ” ได้ลาออกจากตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือน และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ
นอกจากนี้ พ.ต.อ.สุชาติ ยังมีความสนิทสนมกับ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงยุติธรรมด้วย
ในขณะที่สายสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์นั้นต้องเรียกว่า “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” เนื่องจากในยุคที่เขาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ระหว่างที่เป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษนั้น “พ.ต.อ.สุชาติ” ได้ทำคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพรรคประชาธิปัตย์หลายคดี เช่น คดีเงินบริจาคของบริษัท ทีพีไอ ซึ่งขยายผลสู่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คดีทุจริตจัดซื้อเรือและรถดับเพลิง จนนำไปสู่การชี้มูลความผิด อภิรักษ์ โกษะโยธิน การรื้อฟื้นคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ จนอัยการมีคำสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เข้ามาเป็น รมว.ยุติธรรม ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะวางตัวให้ “พ.ต.อ.สุชาติ” ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในดีเอสไอแทน ธาริต เพ็งดิษฐ์ แต่เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหากับกระแสสังคมที่ยังปกป้องธาริตอยู่ ประกอบกับเมื่อเกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ทวงถามเรื่องการถวายฎีกาเพื่อนำทักษิณกลับบ้าน จนทำให้กระทรวงยุติธรรมต้องตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคณะบุคคลทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้ “พ.ต.อ.สุชาติ” กลายเป็นตัวเลือกหลักในตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อต้องการให้เขาเข้ามาทำหน้าที่เพื่อทำความเห็นประกอบในฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ในตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์
อีกทั้งกรมราชทัณฑ์นั้นถือเป็นกรมใหญ่ที่สุดในกระทรวงยุติธรรม ด้วยจำนวนข้าราชการและงบประมาณที่มากกว่ากรมอื่นในสังกัด การยืนหยัดอยู่กับขั้วอำนาจเก่าเพื่อรอเวลากระชับพื้นที่ให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับมา จึงยิ่งกว่าเป็นการ “ซื้อใจ” ให้บุคคลทำงานให้แบบถวายหัว







