
บริษัทข้าวแห่งชาติ โมเดลจำนำทกเม็ด ขายเสร็จโดยรัฐ
อีกนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่โดนจับตาอย่างมาก
อีกนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่โดนจับตาอย่างมาก
ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลจะทำได้หรือไม่ คือ โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเพื่อไทยตั้งราคาสูงมาก ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท หักประชาธิปัตย์ที่ใช้วิธีประกันราคา
ประเด็นที่โดนเฝ้ามองอยู่ที่ว่า การรับจำนำซึ่งราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก เมื่อไปขายต่อรัฐจะขาดทุนมากแค่ไหน ต้นทุนข้าวที่สูงกว่าตลาดโลกมาก ข้าวไทยจะส่งออกได้อย่างไร และจะทำให้ข้าวในประเทศแพงขนาดไหน ที่สำคัญการทุจริตทุกขั้นตอนของการรับจำนำที่ฝังรากลึกเป็นวงจรอุบาทว์จะป้องปรามได้แค่ไหน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงวิธีที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวให้สำเร็จว่า การรับจำนำข้าวปกติเมื่อราคาตลาดสูงกว่าราคารับจำนำ ชาวนาจะมาไถ่ถอนข้าวออกไปขายในตลาดซึ่งได้ราคาสูงกว่า แต่เมื่อรัฐบาลประกาศราคารับจำนำสูงกว่าตลาดมาก โครงการรับจำนำจึงเป็นการรับซื้อข้าวทุกเม็ด ทางที่ชาวนาจะมาไถ่ถอนข้าวที่จำนำมีทางเดียว คือ ราคาข้าวในตลาดโลกต้องปรับตัวขึ้นสูง ดึงให้ราคาในประเทศสูงกว่าราคาที่รัฐบาลรับจำนำ
หากราคาในตลาดโลกไม่ปรับขึ้นสูงกว่าราคารับจำนำ และทำให้ข้าวไทยส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้ ทางรัฐบาลก็จะขายข้าวเองเหมือนรัฐบาลเป็น “บริษัทข้าวแห่งชาติ”
สำหรับเรื่องที่มีการบอกว่าโครงการรับจำนำราคาสูงของรัฐบาลจะทำให้ต้องเสียงบประมาณเป็นแสนล้านบาท ที่ผ่านมาโครงการรับประกันข้าวของรัฐบาลก่อนก็เสียงบประมาณกว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยที่ไม่เห็นเม็ดข้าวและไม่รู้ว่าข้าวไปอยู่ที่ไหน แต่การรับจำนำที่เสียงบประมาณน้อยกว่า รัฐบาลยังได้ข้าวมาอยู่ในมือ
ส่วนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มีในทุกขั้นตอนของการรับจำนำข้าว ตั้งแต่เริ่มต้นที่ชาวนานำข้าวมาขายโรงสีไปจนถึงการระบายให้พ่อค้า ทางรัฐบาลจะดึง 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาร่วมตรวจสอบ รวมถึงประชาชนทั่วไปให้แจ้งข้อมูลการทุจริตจากการรับจำนำข้าวเข้ามา นอกจากนี้ให้ สส.ลงไปทำความเข้าใจกับชาวนาถึงโครงการรับจำนำดังกล่าว
ด้านผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ยิ่งลักษณ์ มอบนโยบายให้ที่ประชุมแค่ 15 นาที จากนั้นมอบหมายให้ กิตติรัตน์ เป็นประธาน ใช้เวลาประชุมกว่า 5 ชั่วโมง
อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ มอบนโยบายราคาข้าวไทยไม่สะท้อนคุณภาพข้าวไทยที่เป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง รัฐบาลจึงเลือกนำวิธีการรับจำนำข้าวมาใช้ เพื่อทำให้ข้าวคุณภาพพรีเมียมของไทยสะท้อนความเป็นจริง นายกฯ ยังมอบหมายให้ กิตติรัตน์ ภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ และธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ กำกับดูแลโครงการให้มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส
“นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ และปรับปรุงระบบให้โปร่งใส ซื่อสัตย์ เพื่อทำให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรขายข้าวได้ราคาดี เพื่อจะได้เป็นรากฐานที่เข้มแข็งของประเทศ พร้อมทั้งย้ำให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตต่อไร่ และประชาสัมพันธ์ให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักโดยการทำแบรนดิง” อนุตตมา กล่าว
กิตติรัตน์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 255429 ก.พ. 2555 วิธีการจำนำข้าวเปลือกเจ้าจะรับจำนำโดยใช้ใบประทวน ส่วนการจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียว จำนำได้ทั้งใบประทวนและยุ้งฉางของเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกิตติรัตน์ ได้เสนอให้มีการตั้งบริษัทค้าข้าวแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ระบายข้าว และได้ถกเถียงกันในที่ประชุม สุดท้ายที่ประชุมไม่เห็นชอบ ซึ่งในช่วงแถลงข่าว กิตติรัตน์ บอกว่า การตั้งบริษัทค้าข้าวไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล ส่วนการระบายข้าวในสต๊อกจะทำงานร่วมกับผู้ซื้อในประเทศและผู้ส่งออก ซึ่งหากผู้ซื้อข้าวราคาถูกก็ขายไปในราคาถูก แต่ถ้าซื้อแพงก็ขายแพง และมั่นใจว่าจะมีเอกชนซื้อข้าวแข่งกับรัฐบาลแน่นอนขณะเดียวกัน ที่ประชุมมีการตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัดที่มีหน้าที่ติดตามและกำกับโครงการรับจำนำที่มีผู้ว่าฯเป็นประธานอนุกรรมการ และมีคณะอนุกรรมการอีก 2 ชุดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการ ได้แก่ อนุกรรมการดูแลโครงการรับจำนำข้าว คณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบโครงการรับจำนำ ที่มีนายภูมิ เป็นประธานอนุกรรมการ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่ในประเด็นดังกล่าวกลับถูกตั้งข้อสงสัย เนื่องจากนายภูมิ เป็นประธานอนุกรรมการ 4 ชุด คือ ประธานอนุกรรมการด้านการตลาด ประธานอนุกรรมการดูแลการรับจำนำข้าว ประธานอนุกรรมการระบายข้าว และประธานอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบโครงการ ซึ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นผู้ดำเนินการโครงการเองและตรวจสอบโครงการเอง
อย่างไรก็ตาม นายกิตติรัตน์ ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ในโครงการรับจำนำ เพราะเกรงว่าจะมีการเข้าใจผิดว่าโครงการนี้ใช้เงินหลายแสนล้าน และอ้างว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีสภาพคล่องกว่า 1 แสนล้านบาทที่จะปล่อยกู้ในโครงการนี้ และหากไม่เพียงพอ ธ.ก.ส.ก็สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่นๆได้ ซึ่งตอนนี้มีสภาพคล่องเป็นจำนวนมาก
และเมื่อถูกถามย้ำเกี่ยวกับตัวเลขวงเงินที่ใช้หมุนเวียนการรับจำนำข้าว นายกิตติรัตน์ ยังปฏิเสธเช่นเดิม ขณะที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายมนัส สร้อยทอง อธิบดี กรมการค้าต่างประเทศ ที่นั่งอยู่ข้างแสดงความไม่พอใจ โดยเฉพาะนายมนัส ที่กล่าวด้วยความโมโหว่า “ถ้าอยากรู้ว่าใช้เงินเท่าไหร่ก็ให้เอาปริมาณข้าวคูณกับราคาจำนำสิ”
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงการระบายข้าวที่รัฐบาลรับจำนำมาว่า รัฐบาลจะระบายข้าวออกไปในราคาที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาสูงหรือต่ำกว่าราคารับจำนำ ขณะที่การระบายสต็อกนั้นจะเปิดให้พ่อค้าทุกรายเข้าร่วมประมูล ไม่ใช่ให้การประมูลผูกขาดอยู่กับรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งหากขายได้ราคาสูงกว่าราคาจำนำก็ถือว่าดีมาก ถ้าใกล้เคียงกับราคาจำนำก็ถือว่าน่าพอใจ ถ้าต่ำกว่าก็ไม่น่าพอใจ
แต่หากรัฐบาลต้องขาดทุนจากโครงการรับจำนำหลายแสนล้านบาทนั้น นายกิตติรัตน์ ให้คำตอบว่า หากขาดทุนสูงก็ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมือง และคนที่ตัดสินคือคะแนนเสียงจากประชาชน แต่เท่าที่ทราบโครงการประกันราคาข้าว 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องขาดทุนเป็นแสนๆล้าน ซึ่งตนก็ไม่เห็นว่าต้องมีใครรับผิดชอบอะไรเลย ขณะที่เป้าหมายโครงการจำนำก็เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวในราคาดี







