
ตรวจช่องปากสู่หัวใจกับเครื่องมือคัดกรองสุขภาพ
"ความพิการทางจิตและสื่อสารด้วยการพูดไม่ได้ เขานั่งร้องไห้อยู่ในชุมชน จนใครๆ ก็คิดว่ามีอาการทางจิต"
"ความพิการทางจิตและสื่อสารด้วยการพูดไม่ได้ เขานั่งร้องไห้อยู่ในชุมชน จนใครๆ ก็คิดว่ามีอาการทางจิต"
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เมื่อคนพิการปวดฟัน บางคนจะร้องไห้ปวดฟันทั้งวัน เป็นๆหายๆ ทุกข์ทรมานอยู่นาน ตั้งแต่เด็กจนโต จะไปหาหมอฟันก็ลำบากเกิน ที่พอทำได้คือแม่หายาแก้ปวดมาให้ลูกกินตามมีตามเกิด หรืออีกรายที่เจอคือ มีความพิการทางจิตและสื่อสารด้วยการพูดไม่ได้ เขานั่งร้องไห้อยู่ในชุมชน จนใครๆ ก็คิดว่ามีอาการทางจิต จึงไม่มีใครสนใจ แต่มีเจ้าหน้าที่ห้องคลอดคนหนึ่งที่เห็นเด็กคนนี้ร้องไห้อยู่นาน เลยเขาไปชวนคุย เห็นชี้ๆที่ปาก ก็เดาว่าน่าจะปวดฟัน จึงพามาทำฟันที่โรงพยาบาล นี่เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาและเกิดขึ้นซ้ำซาก” ทพญ.เยาวพา จันทรบุตร ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลโพนทอง อ.โพนทอง สะท้อนภาพความเจ็บป่วยของคนพิการจากปัญหาสุขภาพในช่องปาก
จากข้อมูลการจัดระบบบริการด้านสุขภาพช่องปาก เครือข่ายบริการสุขภาพ อ.โพนทองในรอบ15 ปีที่ผ่านมา พบว่า เกิดปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพมากที่สุด เนื่องจากการบริการด้านทันตกรรมไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยปัจจุบันมีทันตบุคลากรประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)เพียง 2 แห่ง จาก 21 แห่ง ขณะที่มีประชาชนได้รับบริการการรักษา เพียงร้อยละ 3.9 ของประชากรทั้งหมด
ในปี 2552 จึงได้มีการเริ่มปรับรูปแบบให้มีบริการในหน่วยปฐมภูมิให้ครบทั้ง 21 แห่ง โดยมีการจัดทันตาภิบาลรับผิดชอบทุกพื้นที่ ที่แม้ไม่ได้อยู่ประจำ แต่สามารถดำเนินงานงานแบบบูรณาการได้ครอบคลุมเข้าถึงเพิ่มขึ้น
ทพญ.เยาวพา กล่าวว่า แม้ใน อ.โพนทอง จะมีชาวบ้านประสบปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปากเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องด้วยจำนวนทันตกรรมบุคลากรที่มีอย่างจำกัด ทั้งที่โรงพยาบาลโพนทองและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จึงไม่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้ทั่วถึงทุกราย นอกจากจำนวนบุคลากรที่มีอย่างจำกัดแล้ว การเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลก็เป็นอุปสรรคสำคัญเช่นกัน อาทิ ค่าใช้จ่าย การเดินทางด้วยระยะทางที่ไกล ไม่มีคนพามา และบางคนมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการมารับบริการ ทางโรงพยาบาลจึงพยายามหาช่องทางในการรักษาผู้ป่วยให้ทันและทั่วถึงให้มากที่สุด
และเนื่องด้วยโรงพยาบาลมีการพัฒนาคลินิกการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีการตรวจระดับน้ำตาลเป็นสี่สี เพื่อแยกระดับความรุนแรงของการควบคุมระดับน้ำตาล ทางโรงพยาบาลจึงได้ทดลองพัฒนาเครื่องมือตรวจคัดกรองสุขภาพช่องปากสี่สี แบ่งเป็น เขียว เหลือง ส้ม แดง ที่สุดก็ได้นำมาปรับใช้กับกลุ่มผู้พิการใน “โครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการจากช่องปากสู่หัวใจ “ เริ่มต้นในปี 2553 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ (สสพ.) โดยในโครงการได้ดำเนินการสำรวจ เพื่อคัดกรองปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยจำแนกระดับเป็น เขียว เหลือง ส้ม แดง ตามระดับความรุนแรง
เครื่องมือคัดกรองสุขภาพช่องปากฟันสี่สี จะพิจารณาจากระดับความแข็งแรงของสุขภาพช่องปาก ฟันสีเขียว คือ สุขภาพช่องปากดี ตรวจไม่พบความผิดปกติ ซึ่งคนพิการ รวมถึงชาวบ้านพบน้อยมาก ซึ่งถ้าพบก็จะใช้มาตรการชื่นชม ให้กำลังใจว่ารักษาฟันได้ดีมาก ค้นหาว่าทำไมถึงดี พยายามต่อยอดความดี ฟันสีเหลือง คือ เริ่มมีปัญหา เน้นมาตรการให้แปรงฟัน แปรงให้ถูกวิธี และและแนะนำพฤติกรรมการบริโภค
ฟันสีส้ม คือ ปัญหาเริ่มมาก มีปัญหา ฟันผุหลายซี่ หินปูนเยอะมากเป็นกำแพง ช่องปากสกปรก ต้องเน้นให้ทราบว่า ผลเสียอันตรายของโรค หากไม่รีบรักษาจะเกิดอันตรายในช่องปาก เช่น เกิดโรคปริทันต์ซึ่งจะมีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และฟันสีแดง ต้องส่งต่อทันทีเนื่องจากช่องปากมีอาการฉุกเฉิน เช่น ปวด บวม มีหนองในช่องปาก ขณะที่อาการฉุกเฉินนอกจากจะตัดสินด้วยฟันสีแดงแล้ว แต่หากผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองมีภาวะฉุกเฉิน เช่น ทรมานกินข้าวไม่ได้ กลุ้มใจมากเรื่องช่องปากตนเอง ก็สามารถส่งต่อเพื่อทำการรักษาได้ทันทีเช่นกัน
โครงการดังกล่าว นอกจากดูแลสุขภาพช่องปากทั้งอำเภอโพนทองในภาพรวมแล้ว ยังได้เลือกพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อุ่มเม่า ต.อุ่มเม่า เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งในการดูแลผู้พิการ มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาผู้พิการแบบองค์รวม สังคม โดยทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ทันตบุคลากร ร่วมกับคนในชุมชนเอง ทั้งผู้พิการและครอบครัว อาสาสมัครผู้พิการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งมีการ ออกไปเยี่ยมบ้าน ไปดูแลผู้พิการ
“การตรวจสุขภาพในช่องปากคนพิการ ในพื้นที่ ต.อุ่มเม่า ในปัจจุบันมีกว่า 100 คน นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีอาสาสมัครสาธารณสุขเชี่ยวชาญทันตสุขภาพ (อสม.เชี่ยวชาญทันตฯ) และทันตบุคลากร เป็นผู้ตรวจสุขภาพช่องปากให้ด้วยระดับ 4 สี โดยมีตัวแทนอสม.จาก 8 หมู่บ้าน ใน ต.อุ่มเม่า และตัวแทนอสม.อีก 3 หมู่บ้านใน ต.ใกล้เคียง เข้าอบรมทักษะการตรวจรักษากับสหวิชาชีพและทันตบุคลากรทุกเดือน เมื่ออบรมและฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้วก็จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสุขภาพในช่องปากของคนในชุมชนด้วยตนเอง” พี่เลื่อน-มลชญา เวียงสมุทร ประธาน อสม. เขตรพ.สต.บ้านอุ่มเม่า เล่าถึงการทำงานตรวจสุขภาพช่องปากคนพิการด้วยอสม.
ประธานอสม. เขตรพ.สต.บ้านอุ่มเม่า เล่าว่า จากการอบรมที่ผ่านมาเกือบ 1 ปีนั้น ก็มีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งในช่วงแรกอสม. จะมีปัญหาเรื่องการอธิบายการคัดกรองฟันระหว่างสีเหลือง ที่เริ่มมีปัญหาในช่องปาก กับสีส้มที่มีปัญหาในช่องปากค่อนข้างมาก ซึ่งอสม.เองอยากให้มีการคัดกรองฟันเพียง2 ระดับคือ ฟันดี กับฟันไม่ดี แต่ทางทันตบุคลากรก็อธิบายว่า หากมีเพียง 2 ระดับ จะทำให้มีผลต่อการวัดระดับการรักษา แต่หากเป็นคัดกรองฟันสี่สีจะทำให้ง่ายและสะดวกในการรักษามากขึ้น
“ผลจากการรักษาสุขภาพฟันผ่านเครื่องมือคัดกรองสุขภาพฟันสี่สี ถือเป็นแรงจูงใจที่ให้ชาวบ้าน ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ คนพิการ รวมถึงคนในชุมชนที่เข้ารักษามีความกระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพฟันมากขึ้น คือถ้าเขารู้ว่าฟันอยู่ในระดับสีเหลือ หรือสีส้ม เขาก็อยากดูแลรักษาสุขภาพฟันให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สุขภาพฟันอยู่ในระดับสีแดง นอกจากนี้ในอนาคตทางรพ.สต.มีแนวคิดจะทำภาพฟันทั้งสี่สีขนาดเท่าเอสี่ เพื่อเอามาประกอบในการตรวจสุขภาพในช่องปากให้กับคนในชุมชน เพื่อเพิ่มความเข้าใจ และง่ายต่อการอธิบายมากขึ้น” ประธานอสม. เขตรพ.สต.บ้านอุ่มเม่า กล่าว
เมื่อชุมชนมีความตื่นตัวและพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้พิการ โดยเฉพาะด้านสุขภาพช่องปากการ โดยใช้เครื่องมือคัดกรองสุขภาพช่องปากฟันสี่สี ส่งผลให้การปฏิบัติงานที่ผ่านมาทำให้ผู้พิการได้รับการตรวจคัดกรองด้านสุขภาพช่องปากอ.โพนทอง ได้ทั่วถึงมากขึ้น สามารถตรวจคัดกรองผู้พิการที่จำเป็นต้องพบทันตบุคลากรเร่งด่วนได้ และง่ายในการสื่อสารกับผู้ป่วย ถือเป็นโครงการที่ควรต่อยอดและนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ เป็นอย่างยิ่ง







