
ความท้าทายการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล
ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมเสริมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 3 (ส.นบส.)
ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมเสริมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 3 (ส.นบส.)
โดย..วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
ที่มีสำนักงาน ก.พ.เป็นผู้จัดใช้ระยะเวลาการอบรมรวม 3 สัปดาห์ เน้นการเพิ่มสมรรถนะของผู้บริหารระดับสูงที่มาจากส่วนราชการต่างๆ โดยผู้เขียนอยู่ในกลุ่มที่ 3 ขอนำเสนอความท้าทายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของการนำนโยบายความท้าทายการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 23% ในปี 2555 และลดลงเหลือ 20% ในปี 2556 ดังนี้
1.รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยังคงเผชิญกับภาวการณ์ขาดดุลงบประมาณต่อไป เพราะรัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มกรอบการใช้จ่ายสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และโครงการหรือมาตรการที่เป็นภาระผูกพันเงินงบประมาณในระยะยาว โดยแนวทางการจัดหารายได้เพิ่มเติมอาจดำเนินได้ค่อนข้างจำกัด รวมทั้งรายได้ของรัฐบาลที่จัดเก็บจากอากรนำเข้ามีแนวโน้มลดลง จากผลของการบังคับใช้ความตกลงการค้าและการลงทุนเสรีต่างๆ โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีอาเซียน
2.การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้รัฐบาลต้องหาแนวทางการขยายฐานภาษี เพื่อที่จะทำให้ฐานะการคลังไม่ตกอยู่ในสภาวะการจัดทำงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง ซึ่งการขยายฐานภาษีอาจเป็นการรื้อปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ หากมีการนำแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีมาใช้จริง รัฐบาลคงเผชิญกับกระแสต่อต้าน เนื่องจากมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยเฉพาะภาษีที่สำคัญ กล่าวคือ
2.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อดี การทยอยปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งที่น่าจะดำเนินการได้โดยไม่ยุ่งยากนัก ในทางปฏิบัติขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มยังมีฐานการใช้จ่ายในประเทศให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีได้มาก
ข้อเสีย การปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะส่งผลกระทบโดยตรงทันทีต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ไม่อาจสามารถดำเนินการได้หากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ หรือประชาชนอยู่ในสภาพที่เดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ
2.2 ภาษีสรรพสามิต
ข้อดี เป็นการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่ถูกมองว่าส่งผลเสียต่อสุขอนามัยของประชาชนในประเทศ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อเสีย ประสิทธิผลในการปรับเพิ่มอัตราภาษีอาจทำได้ในขอบเขตหนึ่ง เนื่องจากการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากจะเพิ่มแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และกลายมาเป็นภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการตรวจสอบ ปราบปราม และการดำเนินคดี
2.3 ภาษีจากฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดกและภาษีที่ดิน
ข้อดี ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยจัดเก็บจากสินทรัพย์ดังกล่าว โดยนอกจากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลแล้ว ยังมีข้อดีในด้านความเป็นธรรมทางสังคมและการกระจายรายได้ หากรัฐบาลนำรายได้จากภาษีคืนกลับให้คนยากจน ยิ่งกว่านั้นการจัดเก็บภาษีจากฐานสินทรัพย์ เช่น ที่ดินและมรดกน่าจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของประชาชนน้อยกว่าภาษีประเภทอื่นๆ
ข้อเสีย การจัดเก็บภาษีจากฐานสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดกและภาษีที่ดิน อาจถูกโต้แย้งว่าเป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะประชาชนที่สะสมทรัพย์สินดังกล่าวมาตลอดช่วงชีวิตก็เสียภาษีรายได้ให้แก่รัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องแล้ว
3.ประสิทธิผลของนโยบายการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสิ่งที่วัดผลได้ยาก เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนยังจะถูกกำหนดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยและวัฒนธรรมบริโภค ในขณะที่การลงทุนของธุรกิจยังขึ้นกับปัจจัยด้านโครงสร้าง การเมือง กฎและข้อบังคับทางการเงินของประเทศ ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น อัตราแลกเปลี่ยน
4.หากรัฐบาลไม่พัฒนาหรือปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ก็อาจทำให้นโยบายนี้ไม่บรรลุผล เช่น การพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ การแก้ไขการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน การขยายการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย การเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติ และการเพิ่มรายได้การจัดเก็บโดยไม่เพิ่มอัตราภาษี
ข้อสรุป
การนำนโยบายการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลไปปฏิบัติ นอกจากกรมสรรพากรจะเป็นเจ้าภาพหลักเพื่อสร้างความชัดเจนในนโยบายแล้ว ยังต้องมีเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีอีกทางหนึ่ง โดยปี 2555 กรมสรรพากรมีเป้าการเก็บภาษี 1.5 ล้านล้านบาท ประกอบกับรายได้จากอากรขาเข้ามีแนวโน้มที่รัฐบาลจะจัดเก็บได้น้อยลงตามการทยอยบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรีต่างๆ
ดังนั้น กรมสรรพากรจะต้องไปเก็บภาษีจากหมวดอื่นๆ เพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท เพื่อเสริมรายได้ที่ต้องใช้จ่ายในโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลที่มีผลผูกพันกับงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลไปปฏิบัติ หน่วยงานภาครัฐต้องใช้ความรู้ความสามารถ เพื่อนำนโยบายนี้ไปสู่ความสำเร็จ และทำให้เกิดการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเชิงคุณภาพ ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ในการวางแผนให้สอดคล้องกับนโยบาย โดยจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านงบประมาณ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนผู้เสียภาษี รวมทั้งประเด็นในการแข่งขันของประเทศ







