
โครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมประชาชนได้อะไร
ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนานโยบายเศรษฐกิจพลังงาน
ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนานโยบายเศรษฐกิจพลังงาน
โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์
เรื่อง “ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการลอยตัวราคาพลังงาน” ซึ่งทางบริษัท ปตท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดขึ้น ในการเสวนาเราพบว่า เรื่องโครงสร้างราคาพลังงานนั้นค่อนข้างน่าเป็นห่วง เริ่มตั้งแต่การมีราคาเชื้อเพลิงบางชนิดคงที่ไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไปจนทำให้เกิดความลักลั่นของราคาเชื้อเพลิงขายปลีกในปัจจุบัน เช่น ราคาแอลพีจีถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 5 เท่าตัว เมื่อเทียบเป็นน้ำหนักต่อกิโลกรัม และเชื้อเพลิงดีเซลของไทยก็มีราคาถูกมากอยู่ในอันดับที่ 95 ของโลก ใกล้เคียงกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน การตั้งราคาพลังงานไม่สอดคล้องกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ นำไปสู่ปัญหาการใช้พลังงานที่ไม่เหมาะสม ดังนี้
(1) มีการใช้พลังงานที่ราคาถูกแบบสิ้นเปลืองและไม่รู้ค่าเพราะรัฐได้ช่วยแบกรับภาระบางส่วนไว้แล้ว อีกทั้งในแง่ของภาคอุตสาหกรรมก็จะไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะรีบปรับตัวทำให้ต้องได้รับผลกระทบจากโครงสร้างต้นทุนราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวต่อไป
(2) ระดับราคาพลังงานที่ต่ำยังเป็นปัจจัยให้เกิดการเร่งให้นำทรัพยากรของชาติขึ้นมาใช้อย่างรวดเร็วและอาจไม่เหลือทรัพยากรพลังงานแก่คนรุ่นหลังต่อไป
(3) การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นแบบไม่ควบคุม
(4) การอุดหนุนด้านราคาแก่เชื้อเพลิงฟอสซิลยาวนานเกินควรก็เป็นการตัดโอกาสของประเทศในการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
(5) ในอนาคตเมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวถ่ายเทของสินค้าและบริการในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศโดยเสรี ซึ่งตลาดของอาเซียนที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวนี้จะมีขนาดใหญ่มากสำหรับประชากรทั้งภูมิภาคถึง 600 ล้านคน เมื่อถึงปี 2558 หากการอุดหนุนราคาพลังงานในระดับต่ำภายในประเทศยังดำเนินอยู่ก็จะเท่ากับการอุดหนุนนั้นจะแปรสภาพจากการอุดหนุนแก่ประชากรไทย 60 ล้านคน เป็นการอุดหนุนแก่ประชากรอาเซียนทั้ง 600 ล้านคน ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
(6) ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่าเกินกว่าครึ่งของมูลค่าการใช้พลังงานทั้งหมด หรือเกือบ 10% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ การอุดหนุนราคาพลังงานต่อเนื่องนอกจากจะกระตุ้นให้การขยายตัวของการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นแล้ว อีกทั้งแนวโน้มราคาพลังงานที่นับวันมีแต่จะปรับตัวสูงขึ้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ในอนาคตการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดย่อมขยายตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันการบริหารเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
(7) ในเหตุการณ์ภาวะราคาน้ำมันแพงเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรณีที่มีการอุดหนุนด้านราคาและไม่อุดหนุนราคาพลังงานแล้ว พบว่าผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างกัน แต่การบริหารเศรษฐกิจมหภาคทั้งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับพบว่ากรณีที่ไม่มีการอุดหนุนจะทำให้การบริหารเศรษฐกิจมหภาคเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพมากกว่า







