
เมื่อตำรวจกลายเป็นสินค้า
...วิทูร ธำรงวิธีนิติ
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกวิตกกังวลมากเกี่ยวกับข่าวการซื้อขายตำแหน่งตำรวจที่กำลังสะพัดอยู่ในขณะนี้
ตำรวจเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรม คดีอาญาซึ่งมีโทษหนักถึงประหารชีวิตนั้นเริ่มที่ตำรวจ ตำรวจเป็นผู้รับคำร้องทุกข์ จับกุม สอบสวน และส่งฟ้องผู้ต้องหา เพราะฉะนั้นตำรวจจึงไม่แค่จะต้องเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังจะต้องมีคุณธรรม สืบสวนและสอบสวนผู้ต้องหาด้วยความเที่ยงธรรมจริงๆ ด้วย ต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐาน และโดยปราศจากอคติแม้แต่น้อย การแต่งตั้งให้ตำรวจดำรงตำแหน่งจะต้องทำโดยพิจารณาทั้งความรู้ ความสามารถ และผลงานประกอบกัน และใช้ระบบคุณธรรม (Merit System) อย่างแท้จริง ไม่เห็นแก่หน้าหรือเล่นพรรคเล่นพวก
การซื้อขายตำแหน่งเป็นการทำลายระบบคุณธรรมโดยตรง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายคำนึงถึงแต่ราคาเท่านั้น ความรู้ ความสามารถ หรือผลงานของตำรวจไม่มีความหมาย
ผลกระทบของการซื้อขายตำแหน่งนั้นจะกว้างไกลเกินคาด ประการแรก เราจะได้ตำรวจที่ไม่มีคุณภาพ ไม่แยแสกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และถ้าหากปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งต่อไป ไม่ยับยั้ง ตำรวจที่ไม่มีคุณภาพเหล่านี้ก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในสายงาน
ในที่สุดเราอาจจะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ได้ตำแหน่งมาด้วยการซื้อขาย
ข้อครหาที่ว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตำรวจนั้นได้ยินกันมานานแล้ว และน่าเชื่อ เพราะนักการเมืองทั้งที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี และที่อยู่นอกคณะรัฐมนตรีล้วนมีอิทธิพลเหนือตำรวจอยู่ไม่ในรูปใดก็รูปหนึ่ง จริงอยู่ โดยกฎหมายเวลานี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐมนตรีอื่นๆ จะไม่มีอำนาจเหนือตำรวจเลย ดังจะเห็นว่ารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้รับมอบหมายให้ดูแลตำรวจแทนนายกรัฐมนตรี ส่วนรมว.ยุติธรรม และรมว.มหาดไทย ก็นั่งอยู่ในคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ทางด้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีนั้นต่างก็มีอิทธิพลในจังหวัดหรือเขตเลือกตั้งของตน และอาจให้คุณให้โทษแก่ตำรวจโดยทางอ้อมได้ เช่น ในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติงบประมาณของตำรวจ เป็นต้น
เพราะฉะนั้นบทบาทของนักการเมืองเกี่ยวกับตำรวจจึงสำคัญและมองข้ามไม่ได้ และยิ่งถ้าการซื้อขายตำแหน่งกระทำโดยประสานกับการแทรกแซงของนักการเมืองในการแต่งตั้งตำรวจ อันตรายที่จะเกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ความเสียหายร้ายแรงอีกอย่างหนึ่ง คือ ผลกระทบทางใจที่จะเกิดแก่ตำรวจดีๆ ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับบำเหน็จตอบแทน ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่ถูกข้ามหัวหรือปรับย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่าเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่ซื้อตำแหน่งได้ ความเสียหายนี้หากปล่อยให้เรื้อรัง ไม่บำบัดหรือแก้ไข ก็จะกัดกร่อนทำลายประสิทธิภาพของตำรวจ ตำรวจดีๆ จะสิ้นแรงใจและแรงกายที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่จะซังกะตายทำไปพอให้พ้นวันพ้นตัว
มีใครคิดกันหรือไม่ว่าอาการเหล่านี้เกิดแก่ตำรวจแล้วหรือยัง?
ผู้เขียนเห็นว่าการปฏิรูปตำรวจที่เคยพยายามทำกันแล้วไม่สำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสียแล้ว และควรรีบทำโดยไม่ชักช้า การซื้อขายตำแหน่งและการแทรกแซงของนักการเมืองในการแต่งตั้งตำรวจเป็นสัญญาณแสดงว่าด่านแรกของกระบวนการยุติธรรมกำลังอ่อนแอ ถูกรังควานหรือโจมตี หากด่านนี้แตก ด่านต่อไปคืออัยการและศาลก็จะพลอยได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน
และถ้ากระบวนการยุติธรรมเสียหายไปทั้งหมด ประชาชนจะพึ่งใคร? บ้านเมืองจะถึงกลียุคใช่หรือไม่?
การปฏิรูปตำรวจจะต้องเป็นวาระแห่งชาติสำหรับรัฐบาลและทุกพรรคที่ร่วมเป็นรัฐบาลอยู่ ในขณะที่การปฏิรูปยังเริ่มไม่ได้นี้ สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองควรทำและต้องทำก็คือ ยุติการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งตำรวจลงอย่างเด็ดขาด และปล่อยให้การแต่งตั้งเป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์
หากนักการเมืองไม่หยุด แต่ยังหน้าด้านยืนหยัดที่จะแทรกแซงการแต่งตั้ง เพื่อให้คนของตนหรือผู้ซื้อตำแหน่งจากตนได้ตำแหน่งดีๆ ต่อไปอีก ก็เท่ากับว่าเร่งเวลาหายนะให้มาถึงประชาชนและถึงบ้านเมืองให้เร็วขึ้น
ความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นนั้นจะไม่เกิดแต่เฉพาะแก่รัฐบาลและพรรคการเมืองที่ร่วมกันเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่จะลุกลามออกไปและเสียหายแก่บ้านเมืองอย่างสุดพรรณนา







