posttoday
เปิดใส้ทุนสำรองหลังหักหนี้ไม่อู้ฟู่

เปิดใส้ทุนสำรองหลังหักหนี้ไม่อู้ฟู่

06 กันยายน 2554

นโยบายการตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ โดยจะปันเงินส่วนหนึ่งจากทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ

นโยบายการตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ โดยจะปันเงินส่วนหนึ่งจากทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ

ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหารอยู่ออกมาลงทุน ยังเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยนาย เชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ข้อเท็จจริงของเงินทุนสำรองฯ ที่มีอยู่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น เกือบครึ่งหนึ่งคือประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหนี้ต่างประเทศที่ต้องชำระคืน และอีกส่วนเป็นทุนสำรองที่ต้องรองรับการ ออกธนบัตรสำหรับพิมพ์หมุนเวียนใช้ในระบบ

หากหักภาระ 2 ส่วนนี้ออกไป รวมถึงกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็จะเหลือทุนสำรองอยู่ไม่มาก หากจะบอกว่าเงินทุนสำรองเหลืออยู่จำนวนมาก ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์คงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

นายเชาว์ กล่าวว่า มี 2 เรื่องที่จะต้องพูดถึงกรณีทุนสำรอง คือ เรื่องแรก ต้องดูในรายละเอียดว่าขณะนี้เงินทุนสำรองเหลือเท่าไร ธปท. จะเห็นรายละเอียดทั้งหมด หากเหลือเงินไม่มากเมื่อหักภาระหนี้ และภาระต่าง ๆ แล้ว ก็ยิ่งต้องบริหารเงินให้รัดกุม

เรื่องที่สอง หากจะนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ก็ต้องมีการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา ซึ่งกฎหมายปัจจุบันถือว่าดีอยู่แล้ว มีความรัดกุมมาก เนื่องจากมีการระบุชัดเจนว่าดอกผลจากการบริหารทุนสำรองจะต้องลงอยู่ในบัญชีใด ฉะนั้นหากจะบอกว่ายืมเงินทุนสำรองมาตั้งกองทุน เมื่อได้กำไรเงินจะเข้ารัฐบาลนั้น ก็ไม่สามารถทำได้จนกว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้

“ถ้าไปดูในรายละเอียดเงินทุนสำรอง จะเห็นว่าเงินส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ต้องชำระคืน ซึ่งคนที่ก่อหนี้ในประเทศก็มาจาก 3 ส่วน คือ รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน” นายเชาว์ กล่าว

นายเชาว์ กล่าวว่า หลังจากเกิดปัญหาซับไพรม์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้กู้ทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มองว่า กู้จากต่างประเทศจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่ากู้ในประเทศ จึงหันไปกู้จากต่างประเทศมากขึ้น สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีในปี 2553 อยู่ที่ 34% ขณะที่ไตรมาส 2 ปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 36% เมื่ออัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศต่ำ ผสมกับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เอื้อต่อการก่อหนี้ต่างประเทศเพิ่ม

อย่างไรก็ดีการจะนำกรณีของบางประเทศที่นำเงินทุนสำรองออกมาใช้ เช่น จีน หรือญี่ปุ่น โดยนำมาเปรียบเทียบกับไทยนั้น คงไม่ถูกต้องนัก เพราะฐานะของกองทุนในแต่ละประเทศแตกต่างกัน กรณีจีนถือว่ามีเงินทุนสำรองมากที่สุดในโลก และไม่ได้มีปัญหาจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากรัฐบาลควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเอง ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีฐานะทางการเงินที่ดีมาก ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกหนี้

นายเชาว์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปปี 2540 เป็นปีที่ทุนสำรองติดลบ ไทยต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และมีการรวบรวมเงินผ้าป่าช่วยชาติเข้าคลังหลวง กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการใช้เวลาทำให้ทุกอย่างฟื้นกลับสู่ปกติ

“ทุกฝ่ายควรใช้บทเรียนที่ผ่านมาในอดีตจากปี 2540 เราจะเปลี่ยนสิ่งที่เราสู้อุตส่าห์พลิกให้เป็นหน้ามือมาเป็นหลังมือได้อย่างไร” นายเชาว์ กล่าว 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่