
ผ่าขุมกำลังวุฒิสภา จับตาล้มกระดาน กสทช
5ก.ย. ต้องจับตาไปที่การประชุมวุฒิสภา เพราะมีวาระสำคัญคือ การเลือกกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
5ก.ย. ต้องจับตาไปที่การประชุมวุฒิสภา เพราะมีวาระสำคัญคือ การเลือกกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
5ก.ย. ต้องจับตาไปที่การประชุมวุฒิสภา เพราะมีวาระสำคัญคือ การเลือกกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เหลือ 11 คน จากแคนดิเดตทั้ง 44 คน ซึ่งนับเป็นความพยายามอีกครั้งของฝ่ายนิติบัญญัติในการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ลักษณะนี้ หลังจากการเลือกตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องล้มไม่เป็นท่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา
การเลือก กสทช.ตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 17 ระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ ตามขั้นตอนเจ้าหน้าที่ได้จัดให้มีการลงคะแนนโดยให้ สว. กาคะแนนในคูหา โดย สว.ต้องมีการลงลายมือชื่อเพื่อรับบัตรลงคะแนนที่บรรจุในซองโดยแยกเป็นสาขา องค์กร หรือสถาบัน และนำบัตรกาคะแนนในคูหาลงคะแนน ก่อนที่จะนำบัตรที่ได้ลงคะแนนแล้วหย่อนลงในกล่องที่แยกตามสาขา องค์กร หรือสถาบัน หาก สว.ลงคะแนนครบทั้งหมดแล้วจะมีการนับคะแนนโดยเปิดเผย
กสทช.ตามกฎหมายฉบับใหม่มี11 คน แบ่งเป็น (1) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียง 1 คน และกิจการโทรทัศน์ 1 คน (2) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวน 2 คน (3) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ด้านละ 2 คน
(4) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จำนวน 1 คน และการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม จำนวน 1 คน (5) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม จำนวน 1 คน
นับตั้งแต่กระบวนการสรรหาได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2554 จนมาถึงวันนี้ ชี้ชะตาของวุฒิสภาว่าใครจะได้เป็นผู้จัดสรรทรัพยากรของประเทศนั้นได้เผชิญกับแรงเสียดทานมาเป็นระยะๆ
ทว่า ปะทุถึงขีดสุดในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างฝ่ายที่ต้องการและไม่ต้องการให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็น กสทช. การประชุมวุฒิสภาในครั้งนั้นได้ปรากฏกลุ่มการเมืองของวุฒิสภาอย่างชัดเจน สะท้อนได้จากมติเสียงข้างมาก 97 ต่อ 30 เสียง เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.
ขณะเดียวกันในความเคลื่อนไหวของวุฒิสภาตอนนี้มีการแบ่งกลุ่มการเมืองออกเป็นอย่างน้อย 3 กลุ่ม เพื่อประสานงานร่วมกันในการลงคะแนนเสียงเลือก กสทช.วันนี้ คือ1.กลุ่ม 40 สว. กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.เพื่อเข้าสู่การเลือก กสทช.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 หลังจากที่ล่าช้ามาเป็นเวลานาน
2.กลุ่ม สว.เลือกตั้ง นำโดยจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สว.ศรีสะเกษ ซึ่ง สว.กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ. เพราะมองว่าบางองค์กรที่เสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็น กสทช. ไม่ได้เป็นองค์กรที่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ แต่เป็นเพียงการรวมตัวของกลุ่มสาขาอาชีพเท่านั้น
3.กลุ่ม สว.ในคณะ กมธ.การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม นำโดย ประสิทธิ์ โพธสุธน สว.สุพรรณบุรี
เมื่อดูจากโครงสร้างของกลุ่มการเมืองในวุฒิสภาต่อการเลือก กสทช.แล้ว ต้องพุ่งเป้าไปที่สองกลุ่มหลัง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเป็นพันธมิตรทางการเมืองร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายของ กมธ.การวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ นับว่าเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะที่ผ่านมามีบทบาทต่อกรณีที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการประมูล 3จี หรือการเข้าไปเป็นประธาน กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช.
ที่สำคัญ สว.ทั้งสองกลุ่มนี้พยายามประสานงานกับ สว.เลือกตั้งด้วยกัน ที่ก่อนหน้านี้ไปลงคะแนนเสียงสนับสนุนตั้ง กมธ.กสทช.ให้มาร่วมออกเสียงให้เป็นในทิศทางเดียวกันด้วย
นอกจากนี้ สถานการณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาภายในวุฒิสภาได้มีการจัดโผ กสทช.กันแล้วอย่างน้อย45 โผ ไม่ว่าจะเป็นโผทั้ง สว.เลือกตั้งและ สว.สรรหา
โผรายชื่อของ สว.เลือกตั้ง อาทิ พยายามผลักดัน ลักษมี ศรีสมเพชร รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ทวี เส้งแก้ว ทนายความ สำนักงานกฎหมายนิติธาดา จันทิมา สิริแสงทักษิณ อดีตที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) พนา ทองมีอาคม กรรมการ กทช. ซึ่งสองคนนี้กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักจากกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณ 84 ล้านบาท ให้วุฒิสภาเพื่อดำเนินโครงการอิ่มบุญ
ขณะที่โผ สว.สรรหา เช่นสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ประวิทย์ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สังกัดสำนักงาน กสทช.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ นายทหารฝ่ายกิจการโทรคมนาคม สังกัดกระทรวงกลาโหม
เหนืออื่นใดยังมีอีกกระบวนการที่มองข้ามไม่ได้ คือ การล้มกระดาน กสทช.ภายในวุฒิสภาด้วยกันเอง
การพยายามลักษณะเป็นไปเพื่อต้องการล้มกระบวนการสรรหาทั้งหมด ผ่านการทำให้องค์ประชุมวุฒิสภาล่มไม่ให้มี สว.ครบองค์ประชุมเกิน 75 เสียง จากทั้งหมด 149 คน เมื่อองค์ประชุมไม่ครบการดำเนินการคัดเลือก กสทช.ย่อมไม่สามารถดำเนินการได้
ทั้งนี้ หากองค์ประชุมล่มแล้วไม่สามารถนัดประชุมเลือก กสทช.ได้ทันภายในวันที่ 11 ก.ย.แล้ว ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 60 วันของวุฒิสภาในการเลือก กสทช.นับตั้งแต่ได้รายชื่อจากคณะกรรมการสรรหา จะเข้าสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.กสทช. ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการเลือก กสทช.แทน
เท่ากับว่า อำนาจจะหลุดจากมือวุฒิสภาไปสู่ฝ่ายบริหารด้วยความชอบธรรม และเมื่ออำนาจไปอยู่กับรัฐบาลแล้ว ไม่มีหลักประกันได้เลยว่าการเลือก กสทช.ของรัฐบาลจะเป็นลักษณะใดและมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด เนื่องจากขอบข่ายตามมาตรา 17 ให้ไว้แบบ “ครอบจักรวาล”
กล่าวคือ จะนำไปสู่มีการตีความว่าการเลือก กสทช.ด้วยอำนาจของรัฐบาล จะต้องเลือกจากบัญชีรายชื่อ 44 คน หรือใครก็ได้ที่รัฐบาลเห็นว่ามีความเหมาะสมตามคุณสมบัติแต่ละด้านทั้ง 5 ด้านให้ครบ 11 คน
เพราะฉะนั้น ที่สุดแล้วการเลือก กสทช.ในวันนี้จะออกในรูปแบบใด หรือจะล้มกระดานสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพลังล็อบบี้ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนออกคะแนนเสียง ว่าของใครจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่ากัน







