posttoday
ลดน้ำมัน8บาทใครได้ ใครเสีย?

ลดน้ำมัน8บาทใครได้ ใครเสีย?

04 กันยายน 2554

ชำแหละนโยบายรัฐบาลเดินหน้าลดเบนซินลิตรละ 7-8บาท ดีเซลลิตรละ 3 บาทกับวงการพลังงานใครได้-ใครเสีย?

ชำแหละนโยบายรัฐบาลเดินหน้าลดเบนซินลิตรละ 7-8บาท ดีเซลลิตรละ 3 บาทกับวงการพลังงานใครได้-ใครเสีย?

เมื่อไล่ดูมาตรการแรกที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ด้วยการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้เบนซิน 95 ลดลงลิตรละกว่า 8 บาท เบนซิน 91 ลดกว่า 7 บาท และดีเซลลด 3 บาท ซึ่งทำให้ยอดใช้เบนซินพุ่งพรวดกว่า 200%

ลดน้ำมัน8บาทใครได้ ใครเสีย?

จากนั้นต้องมาแก้ปัญหาด้วยการลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แก๊สโซฮอล์ตามมา เพื่อให้แก๊สโซฮอล์ราคาต่ำกว่าเบนซินลิตรละ 3-4 บาท มากพอจูงใจให้คนกลับมาใช้แก๊สโซฮอล์ ซึ่งเดิมราคาต่ำกว่าเบนซินเฉลี่ยถึงลิตรละ 7 บาท

ถ้ามาสอบทานดูผลของมาตรการลดราคาน้ำมันครั้งนี้ใครได้ใครเสีย มองแบบตรงๆ ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มแรก คือ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำเรื่องนี้ไปลดกระแสกดดันว่าพรรคเพื่อไทยได้ทำตามที่หาเสียงไปแล้วบางเรื่อง ถัดไปเป็นผู้ใช้น้ำมันทั้งหลายที่ต่างชอบในราคาน้ำมันที่ลดลงทันที 7-8 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะสิงมอเตอร์ไซค์ 17 ล้านคันทั่วประเทศ ที่ส่วนใหญ่ยังนิยมใช้เบนซิน 91 แทนที่จะเลือกแก๊สโซฮอล์ รองลงมาคือกลุ่มผู้ใช้เบนซิน 95 ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกลุ่มจำนวนน้อย เพราะปัจจุบันมียอดขายเบนซิน 95 เพียงวันละ 1 แสนลิตรเท่านั้น รวมทั้งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรถยนต์หรู

ด้านผู้ค้าน้ำมันที่ได้ประโยชน์ คือ บริษัทน้ำมันต่างชาติและบริษัทคนไทยที่ไม่ใช่รายใหญ่ เพราะปัจจุบันการจำหน่ายเบนซิน 95 มีบริษัทน้ำมันที่ยังจำหน่ายอยู่ 5 ราย ได้แก่ คาลเท็กซ์ พีที ซัสโก้ เพียว และปิโตรนาส ส่วนเบนซิน 91 ยังมีการจำหน่ายแทบทุกบริษัท ยกเว้นเชลล์ เรียกว่าทันทีที่มาตรการมีผล ยอดขายเบนซินของบริษัทน้ำมันเหล่านี้พุ่งพรวด

แต่ในทางกลับกัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่าง ปตท. และบางจาก ก็ได้รับผลกระทบบ้างในเบื้องต้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ดำเนินตามแผนพลังงานทดแทนของรัฐบาล มุ่งจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์แทบทุกประเภท ทั้งแก๊สโซฮอล์ อี10 อี20 และอี85 ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล|ที่ผ่านมาแทบทุกชุด

กรณีของบางจากประกาศชัดเจนมากว่า 10 ปี ในการเป็นบริษัทน้ำมันที่เน้นเรื่องพลังงานทดแทน ใช้งบประมาณในการลงทุนปรับเปลี่ยนหัวจ่ายตลอดจนกระบวนการกลั่นน้ำมันกว่า 500 ล้านบาท โดยปั๊มน้ำมันทุกแห่งจำหน่ายแก๊สโซฮอล์เกือบทุกชนิด

ส่วนบริษัท ปตท. ในฐานะที่เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่สุด ใช้งบลงทุนเพื่อการส่งเสริมพลังงานทดแทนกว่า 7 ปี กว่า 4,500 ล้านบาท แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่การปรับตัวเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว เมื่อประมวลผลกระทบที่เกิดขึ้นจึง|ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก

ลดน้ำมัน8บาทใครได้ ใครเสีย?

นักวิชาการด้านพลังงานตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากผู้ใช้และผู้ค้าน้ำมันจะเป็นฝ่ายได้ฝ่ายเสียแล้ว ทางกลุ่มทุนการเมืองก็มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับหุ้นพลังงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่น่า|ติดตาม เช่น หุ้นบริษัท ปตท. ซึ่งถ้าลอยตัวเอ็นจีวี กำไร ปตท.จะเพิ่มขึ้นทันที โดย ปตท. ในปี 2553 มีรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท กำไร 8.3 หมื่นล้านบาท หรือบริษัทขายก๊าซ อาทิ สยามแก๊ส เวิลด์แก๊ส ก็จะมีกำไรเพิ่มหากขึ้นราคาแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้ม รวมทั้งท่าทีของ รมว.พลังงาน และ รมว.ต่างประเทศ ที่จะเร่งเจรจาผลประโยชน์น้ำมันและก๊าซที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่คาดว่ามีมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านบาท มีการผูกโยงกับการลดราคาน้ำมันครั้งนี้ในแง่ไหน

นอกจากนี้ นักวิชาการพลังงานยังห่วงเรื่องสถานะกองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากการปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ รวมทั้งการเพิ่มการชดเชยให้กับแก๊สโซฮอล์ ส่งผลให้มีเงินไหลออกเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 3,623 ล้านบาท เป็นเดือนละ 4,023 ล้านบาท

แม้ทางกระทรวงพลังงานจะอ้างอิงถึงตัวเลขเงินสดทางบัญชีของกองทุนน้ำมันฯ ที่มีอยู่ 1.58 หมื่นล้านบาท สามารถใช้ดูแลราคาน้ำมันได้ระดับหนึ่ง ยังไม่ถึงกับต้องกู้เงินมาพยุงกองทุนน้ำมันฯ ก็ตาม แต่ถ้าตรวจสอบกันให้ละเอียด ขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ แทบไม่มีเงินสดเลย หากนับรวมไปถึงภาระหนี้ค้างจ่าย ทั้งการตรึงราคาเอ็นจีวี แอลพีจี ตลอดจนรายจ่ายการนำเข้าแอลพีจี

ดังนั้น ในระยะต่อไปเชื่อได้ว่ารัฐบาลจะต้องใช้วิธีกู้เงินเพื่อพยุงฐานะกองทุนน้ำมันฯ แน่นอน และผู้ที่จะต้องกลับมาใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ ก็คือประชาชนที่ใช้น้ำมันในขณะนี้ เพราะในอนาคตก็ต้องมีการปรับอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ มาอยู่ในอัตราปกติ หรืออาจจะใช้วิธีปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เรียกว่าใช้น้ำมันถูกรัฐบาลนี้ ต้องไปใช้หนี้คืนรัฐบาลหน้า

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี