posttoday
เอเชียเผชิญหน้า'สแตกเฟลชัน'เงินเฟ้อพุ่งสวนทางเศรษฐกิจซบ

เอเชียเผชิญหน้า'สแตกเฟลชัน'เงินเฟ้อพุ่งสวนทางเศรษฐกิจซบ

02 กันยายน 2554

ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปจากวิกฤตหนี้ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่น่าสบายใจนัก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ยังต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นจีนและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นว่า การส่งออกที่ลดลงอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจหลายชาติในภูมิภาคนี้กลับประสบปัญหากับภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะในจีน เอเชียตะวันออก ตลอดมาจนถึงกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากกระแสทุนจากตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ประกอบกับราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น

จึงอาจกล่าวได้ว่า เอเชียกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะสแตกเฟลชัน (Stagflation) อย่างหมิ่นเหม่ที่สุด

“สแตกเฟลชัน” คือ ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจในช่วงเดียวกันกับที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งตามปกติแทนที่จะเป็นภาวะเงินฝืด นั่นหมายความว่า ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่เติบโต และความต้องการสินค้าไม่ได้มีมากตามไปด้วย

จากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของเอเชียนั่น พบว่าจีนกำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างสุดว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะสแตกเฟลชัน ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีข้อโต้แย้งที่ว่า จีนเองที่เป็นฝ่ายต้องการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลง เพื่อปลดบ่วงแห่งเงินเฟ้อ แต่ทว่าดัชนีเงินเฟ้อของจีนกลับยังคงอยู่ในระดับที่น่ากลัว โดยในเดือน ก.ค. ล่าสุดนั้น ดัชนีเงินเฟ้อของจีนทะลุเพดานไปที่ 6.5% แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวเลขล่าสุดประจำเดือน ส.ค. ดัชนีแสดงกิจกรรมการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกนั้น ก็ปรับตัวลดลงมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยดัชนีพีเอ็มไออยู่ที่ 50.9 จุด ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่ใบสั่งผลิตสินค้าส่งออกของจีนก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 48.3 จุด จากเดิมในเดือน ก.ค. ที่ 50.4 จุด

การลดลงของภาคการส่งออกจีน ยังเกิดขึ้นซ้ำรอยในไต้หวันและเกาหลีใต้ เมื่อดัชนีพีเอ็มไอของไต้หวันลดลงมาอยู่ที่ 45.2 จุด ในเดือนเดียวกัน เป็นระดับที่ต่ำมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอในเกาหลีใต้ ลดลงมาอยู่ที่ 49.7 จุด เป็นการหดตัวต่ำกว่าระดับ 50 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนด้วย

เอเชียเผชิญหน้า'สแตกเฟลชัน'เงินเฟ้อพุ่งสวนทางเศรษฐกิจซบ

สถานการณ์ของเกาหลีใต้ ยังดูเหมือนว่าจะรุนแรงไม่น้อยกว่าจีน เพราะในขณะนี้การส่งออกเริ่มที่จะชะลอตัวลงแล้วนั้น ปรากฏว่าดัชนีเงินเฟ้อในประเทศประจำเดือน ส.ค. พุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 5.3%

ภาวะดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ว่ากลุ่มประเทศในเอเชียกำลังเริ่มได้รับผลกระทบจากความซบเซาของตลาดในสหรัฐและยุโรป ที่ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่า เศรษฐกิจในโลกตะวันตกอาจจะกำลังกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซาก

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ธนาคารเครดิต สวิส จะได้ประกาศลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจชาติเอเชีย ซึ่งไม่รวมญี่ปุ่น โดยนักเศรษฐกิจของเครดิต สวิส เห็นว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียนั้น จะเริ่มเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยเองที่เศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของประเทศ การเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2 ของปีนี้ หดตัวลง 0.2% มาอยู่ที่ 2.6% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ที่ 3.6%

อีกทั้ง ซิตี้กรุ๊ป ยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐิกิจไทยตลอดทั้งปีนี้ลงถึง 0.9% มาอยู่ที่ 2.7% จากผลพวงของภาวะซบเซาในสหรัฐและยุโรป รวมไปถึงภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ที่จะดึงเอาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงตามไปด้วย

ในขณะเดียวกันนั้น ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศไทยก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาเป็นระยะๆ โดยตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานประจำเดือน ส.ค. ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 2.85% จากเดือนก่อนหน้าที่ 2.59% และคาดว่าในปลายปีนี้จะทะลุไปที่ 3% ซึ่งใกล้เพดานที่วางเอาไว้ที่ 3.2-3.7% ด้วย

ดังนั้น เป้าหมายหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่สภาวะสแตกเฟลชันของหลายประเทศเอเชียนั้น คือการตั้งเป้าลดปัญหาเงินเฟ้อให้ได้ อันเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญอันดับ 1 ในหลายประเทศ เพื่อลดแรงกดดันที่เกิดจากภาวะซบเซาของตลาดโลกไปในตัว

จีนได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นระยะๆ พร้อมกับสกัดกั้นการปล่อยกู้จากธนาคารพาณิชย์ที่มากเกินไป ท่ามกลางความหวังว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ระดับเงินเฟ้อของจีนจะเริ่มชะลอตัวลง

แต่ทว่า นั่นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก โดยในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศเอเชียเลือกที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นตามไป ที่แม้ว่าในด้านหนึ่ง จะส่งผลดีต่อแรงงานที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นครอบคลุมราคาอาหารและสินค้าที่แพงขึ้น

แต่ทว่า ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในจีนนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างกลับยิ่งทำให้มีการปรับราคาสินค้าขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน การปรับขึ้นค่าจ้างในจีนจึงกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้ภาวะเงินเฟ้อทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนั้น การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อด้วยกลไกทางนโยบายดอกเบี้ย ก็พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วเช่นกันว่า การขึ้นดอกเบี้ยของหลายประเทศเอเชียจะยิ่งเป็นการหลอกล่อให้ทุนเก็งกำไรระยะสั้นจากตะวันตกที่หนี้ภาวะดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐและยุโรป เข้ามาเก็งกำไรในเอเชียมากขึ้นยิ่ง สร้างภาวะสุ่มเสี่ยงให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในตลาดทุนอย่างน่ากลัวตลอดช่วงปีที่แล้ว

ถือเป็นงานหนักของเศรษฐกิจเอเชีย ที่ไม่อาจจะหลีกหนีภาวะสแตกเฟลชัน ที่จะต้องพบกับภาวะเชื่องช้าของเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อก็จะยิ่งทวีความรุนแรง

ทางออกที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการรอเวลาให้เศรษฐกิจโลกกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง เมื่อบรรดามหาอำนาจเศรษฐกิจโลกไม่ว่าจะสหรัฐ ยุโรป และจีน กลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นทางออกเดียวในขณะนี้


 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่