
บี้ปุ๋ยเคมีลดราคาฟุ้งหมูเหลือ140
พาณิชย์ไล่บี้สินค้าลดราคา ล่าสุดปุ๋ยเคมียอมลดตามปูนซีเมนต์
พาณิชย์ไล่บี้สินค้าลดราคา ล่าสุดปุ๋ยเคมียอมลดตามปูนซีเมนต์
สัปดาห์หน้าหมูเหลือ 140 บาท ชี้วันที่ 5 ก.ย. ถกทุกสินค้า
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับลดราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลลดลงว่า ขณะนี้มีกลุ่มที่ตอบรับจะสามารถปรับลดราคาสินค้าได้นอกเหนือจากปูนซีเมนต์ คือ ปุ๋ยเคมีที่สามารถจะปรับลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรได้ ส่วนสินค้ากลุ่มอื่นๆ นั้นจะมีการหารือเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย.นี้ พร้อมจะหารือกำหนดวันเริ่มลดราคาปูนซีเมนต์และปุ๋ยเคมี
รวมทั้งสัปดาห์หน้ากรมจะประกาศราคาแนะนำขายปลีกเนื้อหมูเหลือ กก.ละ 140 บาท ต่ำกว่าราคาควบคุมเพดานสูงสุดที่กำหนด กก.ละ 152 บาท เนื่องจากสถานการณ์ราคาเนื้อหมูเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือมีแนวโน้มราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมูเป็นหน้าฟาร์มขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ กก.ละ 76-77 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าราคาเพดานควบคุมที่กำหนดไว้ กก. 81 บาท ซึ่งหลังจากประกาศราคาแนะนำเนื้อหมูใหม่แล้วจะมีการยกเลิกมาตรการกำหนดราคาเพดานควบคุมสูงสุดต่อไป
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เพื่อกระตุ้นราคาซื้อขายข้าวในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นตามนโยบายเพิ่มรายได้เกษตรกร รัฐบาลพร้อมให้ชาวนาลดพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศลง เพราะหากตลาดโลกเห็นว่าไทยผลิตข้าวมาก จนตลาดไม่ตอบสนองการซื้อข้าวในราคาสูง รัฐก็พร้อมจะสนับสนุนชาวนานำพื้นที่ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่สร้างรายได้สูงกว่า เช่น อ้อย มันสำปะหลัง แต่หากข้าวยังคงขายได้ราคาก็จะผลิตต่อไป ขณะการดูแลราคาสินค้าจะทำข้าวถุงธงฟ้ามาช่วยลดค่าครองชีพสำหรับ การใช้มาตรการจำนำจะเป็นแนวทางช่วยเหลือชาวนาระยะสั้น เพราะการพัฒนาในระยะยาวต้องมีการสนับสนุนเรื่องระบบชลประทานให้กับเกษตรกร เชื่อว่าสามารถหางบจัดทำได้ เพราะหากเปรียบเทียบกับระบบประกันรายได้ 2 ฤดูกาล ที่ใช้เงิน 1.25 แสนล้านบาท แต่ไม่สามารถดันราคาข้าวขึ้นมาได้ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นระบบจำนำคาดว่าจะใช้งบประมาณต่ำกว่า เงินที่เหลือจะนำมาพัฒนาระบบชลประทานแทน โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนจากระบบประกันรายได้มาเป็นระบบจำนำ และทุกโครงการที่ยกเลิกหรือเปลี่ยนไม่ใช่เพราะเป็นของรัฐบาลชุดก่อน แต่รัฐบาลจะยกเลิกหรือเปลี่ยนเฉพาะโครงการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล
ขณะที่ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 คาดว่าจะเริ่มได้ 15 ต.ค. โดยรัฐบาลไม่ได้กำหนดปริมาณรับจำนำข้าวเปลือก แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการให้ชาวนาขายข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทตามที่กำหนด โดยส่วนหนึ่งคาดว่าโรงสี และพ่อค้าจะเข้ามาซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อไปจำหน่าย เบื้องต้นจะใช้งบบริหารจัดการไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินหมุนเวียนเพื่อใช้ซื้อขายข้าวยังไม่กำหนด แต่มีเป้าหมาจะทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น







