
กฟผ.แจงเร่งระบายน้ำในเขื่อนสิริกิติ์
กฟผ.แจง ติดตามเฝ้าระวังและวางแผนการระบายน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด ระบุน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ยังมีปริมาณมากต้องเร่งระบาย
กฟผ.แจง ติดตามเฝ้าระวังและวางแผนการระบายน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด ระบุน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ยังมีปริมาณมากต้องเร่งระบาย
นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่าขณะนี้ได้ติดตามเฝ้าระวังและวางแผนการระบายน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอยู่ในเกณฑ์สูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเขื่อนภูมิพล มีระดับน้ำ 249.22 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 10,285 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 76.40 %
ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูฝนเท่านั้น ซึ่งแนวโน้มยังจะมีน้ำไหลเข้าอ่างฯ ปริมาณมากไปจนถึงเดือนพ.ย. โดยปัจจุบันสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,177 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น กฟผ. และ กรมชลประทานจึงวางแผนการระบายน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำจนถึงสิ้นเดือนส.ค. ประมาณวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเดือนก.ย. วันละ 36 ล้านลบ.ม.และเดือนต.ค. วันละ 26 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ยังคงมีปริมาณมาก ปัจจุบัน ระดับน้ำสูง 159.70 ม.รทก. โดยมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 8,925 ล้าน ลบ.ม. หรือ 93.85 % ซึ่งเป็นระดับเก็บกักน้ำที่สูงกว่าระดับควบคุมน้ำหลาก (Flood Control Rule Curve) ประมาณ 1.70 เมตร โดยสามารถรองรับน้ำได้อีกเพียง 585 ล้าน ลบ.ม. จึงมีความจำเป็นต้องเร่งการระบายเพื่อพร่องน้ำในอ่างฯ ให้มากขึ้นเป็น 67 ล้าน ลบ.ม./วัน
ทั้งนี้ต้องปล่อยผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 57 ล้าน ลบ.ม. และ ระบายทางประตูน้ำล้น (Spillway) 10 ล้าน ลบ.ม. มาตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการติดตามผลกระทบท้ายน้ำในจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกินระดับน้ำควบคุมและส่งผลกระทบต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้ติดตามแลกเปลี่ยนข้อมูลและผลการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ พร้อมตรวจสอบระบบ ในหลายลุ่มน้ำ รวมทั้งลุ่มน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ทุก 15 นาที จึงช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในอ่าง กฟผ. มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายธาตรี กล่วว่า ตามสาเหตุที่เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลไม่สามารถเร่งระบายน้ำได้มากกว่านี้ เนื่องจากยังมีนาข้าวในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว กรมชลประทานจึงยังคงควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้มีประมาณ 1,800 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวจะแล้วเสร็จประมาณวันที่ 10 ก.ย. 2554 หลังจากนั้นจึงจะให้เขื่อนทั้งสองระบายน้ำได้มากขึ้น โดยนาข้าวที่ทำการเก็บเกี่ยวแล้วจะสามารถใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำได้และพื้นที่นาบางส่วนที่เก็บเกี่ยวไม่ทันตามเวลา กรมชลประทานจะมีมาตรการช่วยเสริมคันดินป้องกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเหลือพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวไม่ทันเป็นส่วนน้อย
ด้านสาเหตุของปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปีนี้มากกว่าปกติ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนเร็วและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานิญา ประกอบ กับเกิดพายุโซนร้อน “ไหหม่า” และพายุโซนร้อน “นกเตน”
นอกจากนี้ยังได้ติดตามสถานการณ์อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มมีตกหนักในช่วงสัปดาห์ก่อน แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 36% แต่เนื่องจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์มีขนาดเล็ก ประกอบกับฝนตกหนักทางด้านท้ายน้ำก่อนแล้วจึงไล่ขึ้นมาด้านเหนือเขื่อน ทำให้ท้ายน้ำมีปริมาณน้ำมาก การระบายน้ำประตูระบายน้ำล้นในช่วงเดือนก.ย.และต.ค.จึงทำได้ยาก เขื่อนอุบลรัตน์จึงต้องเร่งการระบายน้ำเพื่อพร่องน้ำออกจากอ่างไปก่อน โดยเพิ่มปริมาณการระบายน้ำ วันละไม่เกิน 30 ล้าน ลบ.ม. โดยระบายผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ประมาณวันละ 10.5 ล้าน ลบ.ม. และส่วนที่เหลือระบายผ่านประตูระบายน้ำล้น เพื่อเป็นการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปริมาณน้ำมาก ทำให้เกิดผลดีในด้านการผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำได้เพิ่มขึ้นจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ และ รับซื้อจากเขื่อนน้ำงึม 2 และ น้ำเทิน 2 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างเดือนก.ค. ถึง พ.ย. 2554 รวม 2,621 ล้านหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง 2,978 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ค่าเอฟทีใน งวดเดือนก.ย. – ธ.ค. 2554 ไม่ปรับเพิ่มขึ้น







