
งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ
งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเป็นงานสำคัญงานหนึ่งที่ประชาชนที่สนใจในสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยตั้งตาคอย
งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเป็นงานสำคัญงานหนึ่งที่ประชาชนที่สนใจในสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยตั้งตาคอย
โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน
งานนี้จะจัดที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปีจนถึงปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 8 แล้ว และเชื่อว่าการจัดงานนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะมีกิจกรรมที่หลากหลาย “โดนใจ” ประชาชนที่รัก นิยม และภาคภูมิในสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
ประการแรก งานนี้ได้รับความร่วมมือจากสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ ของมหาวิทยาลัยมหิดล นำสมุนไพรที่น่าสนใจ หรือหาดูได้ยากราว 300 ชนิด ไปจัดเป็นสวนสมุนไพรที่สวยงามและให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างดี เป็นการสะดวกแก่ประชาชนตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ทำให้สามารถไปศึกษาและชื่นชมกับสมุนไพรได้โดยง่าย ไม่ต้องเดินทางบุกป่าฝ่าดงเข้าไปดูในป่าซึ่งจะพบเพียงบางชนิด
ประการที่สอง งานนี้มีการนำหมอพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค มาอวดภูมิปัญญา ทั้งสมุนไพร ยาพื้นบ้าน อาหาร การนวด และอื่นๆ เป็นการสะท้อนถึงความหลากหลาย งดงาม และลุ่มลึก ของมรดกภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา ทุกปีจะมีประชาชนให้ความสนใจไปคลุกคลี พูดคุย ลิ้มลองอาหาร และรับบริการการนวด หรือการรักษาอย่างอื่นกันอย่างคึกคัก
ประการที่สาม งานนี้มีการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยจัดเป็นหลักสูตรระยะสั้นราว 3 ชั่วโมง จบแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย เช่น ฝึกอบรมทำอาหารไทยบางอย่าง ฝึกการนวดเด็ก นวดหน้า นวดตนเอง ฝึกโยคะ ฝึกทำยาสมุนไพรง่ายๆ เป็นต้น
ประการที่สี่ หัวใจสำคัญของงานนี้คือ การประชุมวิชาการแพทย์แผนไทย งานนี้สำคัญเพราะการพัฒนาสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยจะต้องพัฒนาไปบนฐานความรู้ มิใช่บนความเชื่อ หรือบนความรู้สึกชาตินิยม การประชุมวิชาการในงานนี้จึงจัดอย่างเป็นระบบ
มีการเตรียมการล่วงหน้ากว่าครึ่งปี ในปีแรก พบว่าการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ยังทำกันน้อยมาก โดยเฉพาะที่เป็นการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เทียบกับการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือวิชาการแขนงอื่นๆ ของตะวันตก ของเรานับว่ายังอยู่ในขั้นเป็นทารกแรกเกิดเลยทีเดียว ในการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการนับพันนับหมื่นชิ้น จนไม่สามารถจัดคิวให้นำเสนอด้วยวาจาได้ ต้องจัดให้นำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์ โดยจัดเป็นห้องขนาดใหญ่มาก บทคัดย่อที่รวมพิมพ์ไว้เป็นเอกสารหนาหลายร้อยหน้า
ประการที่ห้า งานนี้มีการเชิญชวนให้โรงพยาบาลและสถาบันต่างๆ ที่มีงานด้านการแพทย์แผนไทยที่เด่นๆ มาร่วมงาน เช่น โรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โรงพยาบาลบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โรงพยาบาลพล จ.ขอนแก่น โรงพยาบาลกุดชุม จ.ยโสธร ที่โดดเด่นเป็นที่เชิดหน้าชูตาของงานและเป็นกำลังหลักที่ช่วยงานนี้มาตั้งแต่ต้น คือ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ที่นำบริการและผลิตภัณฑ์หลากหลายที่มีชื่อเสียงระดับชาติจนขจรขจายไปในต่างประเทศด้วยแล้ว มาให้ประชาชนได้ลิ้มลองและซื้อไปใช้
โดยจัดร้านอย่างสวยงาม และทุกปี เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร หรือ “หมอต้อม” ผู้เป็นหัวใจและจิตวิญญาณของผลิตภัณฑ์อภัยภูเบศรจะมี “ลูกเล่น” ที่น่าสนใจมานำเสนอ เช่น “ว่านสาวหลง” ฮ่อสะพายควาย” (ฮ่อ คือ ชนชาวฮ่อ ซึ่งใช้สมุนไพรชื่อนี้แล้วมีกำลังมากจนเอาควายตัวโตมาสะพายได้) ปีนี้ก็นำเสนอเรื่อง หมามุ่ย สำหรับเพิ่มพลังของผู้ชาย
สมุนไพรแต่ละชนิดที่ “หมอต้อม” นำเสนอ มักจะได้จากการศึกษาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่รู้จักและใช้ประโยชน์สมุนไพรนั้นมาแต่อดีตกาล และยังสืบทอดหลงเหลือมาจนปัจจุบัน และในฐานะที่เป็นเภสัชกรที่สนใจศึกษาเล่าเรียนจนได้ปริญญาระดับดุษฎีบัณฑิต ข้อสำคัญคือความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อเชิดชูภูมิปัญญาไทย ได้รับการพัฒนาจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนสามารถจับต้องและใช้ประโยชน์ได้จริงในราคาย่อมเยา จึงไม่แปลกอะไรที่หมอต้อมได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย
ประการที่หก งานนี้มีสินค้าที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมารอให้จับจ่ายจำนวนมากมาย ที่โดดเด่นตั้งแต่ปีแรกคือ สินค้าจากองค์การเภสัชกรรม ที่เสนอครีมบำรุงผิวที่พัฒนาจากขมิ้นชัน โดยใช้เทคโนโลยีระดับสูง คือ นาโนเทคโนโลยี จนกลายเป็น “ครีมหน้าเด้ง” อันโด่งดัง มีประชาชนไปเข้าคิวรอซื้อจนสินค้าไม่พอขาย
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมน่าสนใจจากหน่วยราชการ เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โรงเรียนแพทย์แผนไทย มูลนิธิส่งเสริมอาชีพคนตาบอด ฯลฯ ปีนี้กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 ส.ค.4 ก.ย.
กิจกรรมพิเศษของปีนี้คือ การคัดเลือก “หมอไทยดีเด่นแห่งชาติ” เพื่อเชิดชูเกียรติคุณของหมอไทยเป็นปีแรก







