
คำสัญญานโยบายไม่หลอกประชาชน
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าทุกนโยบายของรัฐบาล
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าทุกนโยบายของรัฐบาลที่บรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ยึดมั่นตามระบอบประชาธิปไตยในระบอบสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี และจะปกป้องหวงแหนให้ความเคารพสถาบันอันเป็นที่เคารพรักสูงสุดด้วย
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า นโยบายที่นำเสนอไม่ได้บิดเบือนหลอกลวง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนจะไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน แต่การทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ มุ่งถึงผลลัพธ์ที่จะส่งมอบนโยบายถึงมือประชาชน แต่ไม่ใช่มุ่งตีความโดยลายลักษณ์อักษร เพราะเรายังไม่ได้ทำงาน การเข้าไปทำงานของรัฐบาลนั้นต้องมีอุปสรรคแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรืองบประมาณ แต่เราจะไม่ดื้อรั้นและพร้อมฟังความคิดเห็นจากทุกท่าน
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทุกนโยบายมุ่งเพิ่มรายได้ในกระเป๋าของประชาชน ไม่ว่าผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่จบปริญญาตรี ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ก็มีเจตนาชัดเจน ที่จะช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน จาก 4-5 ปีที่ผ่านมา และขอยืนยันว่าถ้อยคำในนโยบายของรัฐบาลที่ระบุว่า “ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า 300 บาทนั้น” มีความหมายเดียวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง การใช้ถ้อยคำรายได้ 300 บาทนั้น เพราะต้องการให้หมายรวมถึงลูกจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งหมด โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้น
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับภาคเอกชนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ รัฐบาลยินดีที่ให้คำปรึกษาและร่วมมือตามความเหมาะสม ส่วนเรื่อง 1.5 หมื่นบาท จะเริ่มปรับค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการที่จบปริญญาตรี เพื่อให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท ทั้งนี้ จะดำเนินการทันทีหลังจากงบประมาณปี 2555 มีผลบังคับใช้
สำหรับการแจกแท็บเล็ตพีซี ไม่ใช่ต้องการแจกให้เฉพาะเด็ก ป.1 ที่เราใช้คำว่านำร่องนั้น เพราะนักเรียนชั้น ป.1 อยู่ช่วงอายุ 0-8 ปี จากการสำรวจพบว่าเป็นเด็กที่มีพัฒนาการสูงสุดและรับรู้ได้มากที่สุด เราต้องการให้มีเนื้อหาสาระบรรจุไว้ในแท็บเล็ตพีซีให้ชั้นประถมได้เรียนรู้ และเปิดโลกทัศน์สู่โลกาภิวัตน์ ซึ่งอนาคตจะขยายไปชั้นอื่นๆ และไม่ต้องห่วง เราจะระมัดระวังไม่ให้เด็กนำไปเล่นเกมตามที่พ่อแม่เป็นห่วง
ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในเรื่องนโยบายปรองดอง อยากเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยรัฐบาลได้มอบให้ คอป.ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาลสมัยที่แล้วดำเนินการ และยืนยันเจตนารมณ์ว่าให้ความอิสระไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่มีการแทรกแซง เพื่อให้ทำงานได้อย่างอิสระเต็มที่ สำหรับเรื่องการเยียวยาก็จะมีในส่วนผลกระทบที่เกิดจากการเมือง และการเยียวยาจากผลกระทบจากความไม่สงบในภาคใต้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้เริ่มงาน จึงขอให้โอกาสและเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างไร ส่วนเรื่องวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ในช่วงนั้นยังไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และการอนุมัติให้วีซ่าเป็นเอกสิทธิของประเทศญี่ปุ่น
“ขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะผลักดันทุกนโยบายที่ได้มีการหาเสียงไว้กับประชาชน และถือโอกาสนี้ดิฉันและคณะรัฐมนตรี คงไม่ได้มีใครหมายความว่าการทำงานนั้นเปรียบเสมือนการทำข้อสอบ ที่ต้องถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกวิชา แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าสอบผ่านทุกวิชา ขอเรียนว่าเราจะไม่ท้อถอย เราจะมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายต่างๆ และรวมถึงการนำความสุขมาให้กับพี่น้องประชาชน และที่สำคัญดิฉันจะไม่ทำงานเพื่อบริหารการเมือง แต่จะนำความสุขของประเทศชาติกลับคืนมา” ยิ่งลักษณ์ กล่าว
จุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลชุดนี้เป็นแค่นโยบายแก้บนแบบเลี่ยงบาลี เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่รัฐบาลประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้ช่วงหาเสียงจะทำทันที แต่เอาเข้าจริงในนโยบายแทนค่าจ้างขั้นต่ำ มีการเลี่ยงบาลีเป็นรายได้ เรื่องรายได้ 300 บาท อาจกินความหมายคำว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่อาจไม่ถึง 300 บาท เพราะอาจรวมรายได้กับสวัสดิการเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งส่งผลต่อผู้ใช้แรงงานที่อาจไม่ได้ขึ้นค่าแรง เพราะรวมกับสวัสดิการที่อาจจะเกิน 300 บาทอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งพรรคเป็นห่วงจึงทวงถามเรื่องนี้กับรัฐบาล ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นรายได้ 1.5 หมื่นบาทไม่ต่างจากค่าจ้างขั้นต่ำ
ส่วนนโยบายที่นายกฯ ประกาศตอนหาเสียงว่าจะกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมาด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า นับจากนี้ราคาน้ำมันจะถูกลง แต่รัฐบาลกลับลำ 360 องศา กลายเป็นให้ชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนชั่วคราว หากลดลงชั่วคราวจะอยู่ที่ 6 เดือน หลังจากนั้นราคาก็จะกลับสู่ภาวะปกติตามราคาตลาด ส่วนเรื่องค่าครองชีพที่ผ่านมา ได้มีการวิจารณ์รัฐบาลประชาธิปัตย์ไว้พอสมควร ว่าค่าครองชีพประชาชนแพง แต่ค่าครองชีพวันนี้ แพงกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว
จุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญเรื่องการแจกแท็บเล็ตตอนหาเสียงดูเหมือนจะแจกให้เด็กทุกคนทั่วประเทศ 12 ล้านคน และเมื่อสุดท้ายมาลงในนโยบายกลายเป็นแจกเฉพาะเด็ก ป.1 แต่เมื่อแถลงจริงกลายเป็นแจกเฉพาะ ป.1 และบางโรงเรียนเท่านั้น นโยบายทั้งหมดจึงไม่ตรงกับที่ได้หาเสียงไว้
“แต่ที่ชัดเจนหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลทำตามที่พูด คือ ที่นายกฯ ประกาศว่าจะแก้ไขไม่แก้แค้น นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง นายกฯ บอกว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ที่สุดกลับเป็นเรื่องเร่งด่วนในนโยบายรัฐบาล ที่น่าห่วงคือนโยบายดังกล่าวจะกระทบกับการสร้างความปรองดอง เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นการจุดชนวนนำไปสู่การแตกแยกของประเทศครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เบาใจได้เมื่อรองนายกฯ ท่านหนึ่งได้ให้คำมั่นสัญญากับต่อสภาและคนไทยทั้งประเทศว่า 1.จะไม่แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2.รับปากว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้ใครคนใดคนหนึ่ง”
จุรินทร์ กล่าวว่า กรณีรัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยร้องขอนั้น นายกฯ กลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่จริง ทำไมนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลไทย ถึงไม่แสดงท่าทีตอบโต้หรือปฏิเสธไปที่รัฐบาลญี่ปุ่น หรือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่าถ้อยแถลงของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่







