
'แอปเปิล'สั่นสะท้านในวันไร้เงาสตีฟ จ็อบส์
การหล่นฮวบลงไปมากถึง 7% ของหุ้นบริษัท แอปเปิล
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การหล่นฮวบลงไปมากถึง 7% ของหุ้นบริษัท แอปเปิล บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แมค และสินค้าเทคโนโลยีชื่อดังของโลกเมื่อวานนี้ และยังสั่นสะเทือนไปยังดัชนีแนสแด็ก ซึ่งเป็นดัชนีหลักทรัพย์บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐร่วงหล่นไปในระยะสั้นๆ ถึง 0.3% ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ สตีฟ จ็อบส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิลได้เป็นอย่างดี เมื่อในวันนี้ซีอีโอระดับหาใครเทียบได้ยากผู้นี้ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งซีอีโอไปแล้ว
แม้การลาออกของ จ็อบส์ ในครั้งนี้จะไม่ได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการป่วยเรื้อรังจากโรคมะเร็งหรือไม่ แต่ก็ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเทคโนโลยีของสหรัฐและของโลกครั้งรุนแรง
ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ(ซีโอโอ) ซึ่งถือว่าเป็นมือขวาตัวเก่งของจ็อบส์อีกทั้งยังผ่านช่วงทดลองงานในตำแหน่งมาแล้วตั้งแต่ต้นปี นับตั้งแต่จ็อบส์ได้ประกาศลาพักงานชั่วคราวในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งซีอีโอแทนจ็อบส์เต็มตัวแล้ว
แต่นั่นดูเหมือนว่าความมั่นใจต่ออนาคตของแอปเปิลภายใต้การบริหารของคุกนั้น ยังถือเป็นข้อกังขา
เพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น คนทั่วโลกยังไว้ใจในความอัจฉริยะของจ็อบส์เท่านั้น
ทริป ชาวดรี นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยอิควิตี รีเสิร์ช ถึงกับกล่าวไว้ว่า แอปเปิลคือสตีฟ จ็อบส์ และสตีฟ จ็อบส์ ก็คือแอปเปิล สตีฟ จ็อบส์ คือคำว่านวัตกรรมใหม่จริงๆ
“คุณอาจจะสอนให้คนอื่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณอาจจะจ้างที่ปรึกษาคอยบอกคุณให้ทำโน่นทำนี่ แต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะสร้างนวัตกรรมเช่นนี้ขึ้น แอปเปิลโดยที่ไม่มีสตีฟ จ็อบส์ นั้นก็เท่ากับว่าไม่มีอะไรเลย” ชาวดรี กล่าว
เป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อในวันนี้ว่า ภายใต้แบรนด์ของแอปเปิลนั้น มีภาพใบหน้าของจ็อบส์ติดอยู่จนแทบจะแกะออกได้ยาก
นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา สตีฟ จ็อบส์ นอกเหนือจากจะเป็นผู้กอบกู้แอปเปิลในช่วงปี 2540 จากการล้มละลายแล้ว จ็อบส์ยังเป็นผู้สร้างมูลค่าให้กับบริษัท แอปเปิล ขึ้นมาอย่างฮวบฮาบ
โดยในเดือน ก.ค. 2540 นั้น มูลค่าของแอปเปิลจากเดิมที่ 2,060 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นพรวดพราดมาอยู่ที่ 3.487 แสนล้านเหรียญสหรัฐในวันนี้ จากการสร้างแบรด์ “แมคอินทอช” ขึ้นมาอยู่บนแถวหน้าของโลก ขับเคี่ยวกับวินโดวส์ของ บิล เกตส์ ได้อย่างดุเดือดเผ็ดมัน
ยิ่งไปกว่านั้น จ็อบส์ยังถือเป็นผู้ที่สร้างนวัตกรรมให้กับแอปเปิล และสร้างโมเดลของสินค้าใหม่ๆ ให้กับวงการเทคโนโลยีโลกมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่เกินเลยนักถ้าจะบอกว่าบริษัทนี้แทบจะไม่หยุดยิ่งกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และที่สำคัญผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นนั้นยังสร้างความฮือฮา และเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของวงการเทคโนโลยีโลก
ดังเช่นในการเปิดตัวไอพอด เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาในปี 2544 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แอปเปิลก้าวเดินออกจากไลน์คอมพิวเตอร์สู่ไลน์สินค้าเพื่อความบันเทิง ไอพอดคือเครื่องเล่นเพลงพกพาที่ทำให้ลูกค้าพกเพลงนับพันเพลงใส่กระเป๋ากางเกงไปได้ทุกที่ทั่วโลก
10 ปีให้หลัง ไอพอดกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการฟังเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก จนบางคนบอกว่าการถือไอพอดออกจากบ้านก็เหมือนการใส่นาฬิกาข้อมือนั่นเอง
ในปี 2550 การเปิดตัวโทรศัพท์ไอโฟน หน้าจอทัชสกรีน ยิ่งตอกย้ำถึงคำว่า “นวัตกรรมใหม่” ของ สตีฟ จ็อบส์ มากขึ้นไปอีก และเป็นการก้าวข้ามไลน์สินค้ามายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของแอปเปิลอีกด้วย
และที่สำคัญด้วยลูกเล่นที่โดดเด่นของ“แอพพลิเคชัน” ทำให้ไอโฟนไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่ยังเป็นอุปกรณ์บริหารการเงินส่วนตัว เป็นแกลเลอรีภาพ เป็นเครื่องเล่นเกมที่สุดยอด และเป็นอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ
ในปี 2553 แอปเปิลยังปลุกตลาดคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตขึ้นมาให้คึกคักอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวไอแพด คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตแบบหน้าจอทัชสกรีน ที่ใช้ระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกับไอโฟน
และจากขนาดที่พอเหมาะ ไอแพดคืออุปกรณ์ที่ทำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดหนังสือออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย ความนิยมของไอแพดนั้นถึงกับทำให้นักวิเคราะห์บอกว่า “ไม่มีใครที่ไม่ต้องการไอแพด”
นั่นคือความสำเร็จของแอปเปิลตลอดภายใต้การกุมบังเหียนของ สตีฟ จ็อบส์ หลังจากที่ก้าวเข้ามาสู่อาณาจักรแอปเปิลหนที่สองนับตั้งแต่ปี 2540
ความคึกคักของยอดขายผลิตภัณฑ์แอปเปิลยังทำให้ดัชนีหุ้นแนสแด็กของสหรัฐคึกคักตามไปด้วย แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2552
และในปี 2554 นี้เอง แอปเปิลได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ด้วยมูลค่า 3.4155 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้าเอ็กซ์ซอนโมบิล บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติเดียวกัน ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 3.4142 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักที่บริษัทเทคโนโลยีจะมีมูลค่าตลาดเหนือบริษัทพลังงานเช่นนี้
การประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องของแอปเปิลภายใต้การกุมบังเหียนของ สตีฟ จ็อบส์ ตลอดทศวรรษกว่าๆ มานี้เอง ที่ทำให้ซีอีโอคนใหม่อย่าง ทิม คุก จะถูกจับตามองอย่างหนักว่าจะสามารถลบเงาของจ็อบส์ได้หรือไม่
และดึงความเชื่อถือกลับมาภายใต้การบริหารด้วยน้ำมือของตัวเองได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เมื่อในปี 2551 จ็อบส์ได้ประกาศลาพักเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา และเปิดโอกาสให้ ทิม คุก ดูแลงานแทน ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นการปล่อยคุกทดลองงานครั้งสำคัญ
กระนั้นก็ดูเหมือนว่าแอปเปิลในวันที่ไม่มีจ็อบส์นั้น จะยังไม่สามารถไว้ใจได้นัก
ทำให้ในงานเปิดตัวไอแพด 2 เมื่อวันที่ 2มี.ค.ปีนี้ แอปเปิลยังต้องพึ่งจ็อบส์หอบสังขารที่โรยราจากอาการป่วยเรื้อรัง ขึ้นเป็นผู้แนะนำไอแพด 2 อยู่ดี
แอปเปิลภายใต้การนำของ ทิม คุก จึงถูกนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่ายังไม่น่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งการประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของจ็อบส์นั้นยังเกิดขึ้นในช่วงที่แอปเปิลกำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งในตลาดโทรศัพท์มือถืออย่างดุเดือด เมื่อระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้ก้าวข้ามขึ้นมาสู่ระบบปฏิบัติการอันดับ 1 ของโลก
และไอโฟนก็กำลังเจอมรสุมใหญ่จากการเปิดตัวโทรศัพท์สมาร์ตโฟนจากค่ายคู่แข่งอย่างซัมซุงที่เปิดตัว “กาแล็คซี่ เอส2” ไปเมื่อไม่นานมานี้
แต่กระนั้นก็ตาม กูรูในวงการไอทีโลกบางส่วนก็มองเห็นว่าการหายตัวไปของจ็อบส์นั้นน่าจะทำให้ตลาดโทรศัพท์สมาร์ตโฟนกลับมาครึกครื้นมากกว่าเดิมบ้าง และถือเป็นการเปิดประตูให้บริษัทอื่นๆ ขึ้นมาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้มากขึ้น
เพราะแอปเปิลในวันที่ไร้ สตีฟ จ็อบส์ ก็เหมือนดั่งบ้านที่ไร้เสาหลัก
และเสาหลักต้นนี้ก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนทั่วโลกได้มอบให้ตลอดกว่าทศวรรษ







