
ภูมิใจไทยโคม่า ติดชนักยุบพรรค
ใครจะนึกว่าพรรคภูมิใจไทยจู่ๆ จะโดนแจ็กพอตเข้ากลางลำ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ใครจะนึกว่าพรรคภูมิใจไทยจู่ๆ จะโดนแจ็กพอตเข้ากลางลำ เพราะระหว่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีมติแจกใบแดง “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” สส.นครราชสีมา แกนนำพรรคภูมิใจไทย ด้วยเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 จากที่ถูกร้องว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อม สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2553
พฤติการณ์ระบุว่า บุญจงสมัยเป็น รมช.มหาดไทย ได้ให้พัฒนาการ จ.นครราชสีมา นำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 300 คน ไปอบรมที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง โดยมีการจัดเลี้ยงและแจกสิ่งของ ซึ่ง “สมชัย จึงประเสริฐ” กกต. บอกว่า หลักฐานการให้ถ้อยคำของพยาน ยืนยันชัดว่า บุญจงอยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ทั้งที่พัก การจับรางวัล และให้เงินค่าตอบแทน หลัง กกต.มีมติเปรี้ยงออกมา ขั้นตอนจากนี้ กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งบุญจงเป็นเวลา 5 ปี
“ถ้าให้ผมตอบแทนบุญจงคงรู้สึกเครียด ขณะนั้นผมเป็นกรรมการบริหารพรรคก็ยังรู้สึกเครียดเลย เพราะเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ สส.เพียงไม่กี่วัน คงไม่ต้องมีการตั้งพรรคการเมืองสำรอง แต่คงต้องไปพัก”
คำสะท้อนล่าสุดของ ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ทำให้เห็นภาพพรรคภูมิใจไทยกำลังอยู่ในอาการโคม่า เพราะหากศาลฎีกายืนยันให้ใบแดง ก็เข้าสู่ขยักสองกับคดียุบพรรคภูมิใจไทย
ยิ่งเมื่อดูแนวปฏิบัติในอดีต คดีทำนองนี้เคยมีให้เห็นเมื่อครั้งตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยุบ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2551 กับคดีทุจริตเลือกตั้ง
ย้อนกลับเหตุการณ์ขณะนั้น ในช่วงการเมืองแบ่งขั้ว พรรคพลังประชาชนของ สมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้งปี 2550 แต่ กกต.ได้สอบสวนแจกใบแดงผู้สมัคร สส.ทั้งสามพรรค ประกอบด้วย มณเฑียร สงฆ์ประชา จากพรรคชาติไทย สุนทร วิลาวัลย์ จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ ยงยุทธ ติยะไพรัช จากพรรคพลังประชาชน เพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมกับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
“มณเฑียร-สุนทร-ยงยุทธ” มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย จึงเข้าข่ายความผิดที่ กกต.ต้องส่งเรื่องฟ้องไปสู่การยุบพรรค ตามมาตรา 237 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญที่ว่า
“ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยมิได้ยับยั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี”
จนวันที่ 2 ธ.ค. 2551 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นจำนวน 37 คน 43 คน และ 29 คน มีกำหนด 5 ปี นำมาสู่การพลิกขั้วโดยพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล
คดี “ใบแดงบุญจง” ไม่ต่างจากเส้นทางที่ 3 พรรคการเมืองถูกยุบมาก่อนหน้า
หาก กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาบุญจงยังมีโอกาสต่อสู้ในคดีในชั้นศาล แต่ถ้าศาลยืนตามมติของ กกต. ก็ถือว่าการแจกใบแดงเป็นไปโดยสมบูรณ์ถึงที่สุด จากนั้น กกต.ต้องส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย
เมื่อติดตามการพิจารณาคดียุบ 3 พรรคขณะนั้น พบว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแทบไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนทั้งสามพรรคได้ชี้แจง เพราะเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ว่า หากกรรมการบริหารพรรคคนใดถูกใบแดงก็ต้องโดนยุบพรรคนั้นโดยอัตโนมัติ และการต่อสู้ทางคดีมีการต่อสู้หักล้างกันเรียบร้อยในชั้น กกต. และศาลฎีกาจึงไม่ต้องให้คู่ความแต่ละฝ่ายมาชี้แจงอีกรอบ
แกนนำภูมิใจไทยรายหนึ่ง ประเมินว่า คดีใบแดงบุญจง สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคาดว่าจะใช้เวลาอีก 5-6 เดือน อยู่ที่ว่า กกต.และศาลจะพิจารณาคดีเร็วหรือช้า แต่ถ้าโชคดีบุญจงนำพยานมาหักล้างได้ และใช้มติเสียงข้างน้อย 2 เสียงของ กกต.มาแก้ต่างในชั้นศาลฎีกา พรรคภูมิใจไทยก็ยืนหยัดต่อไป
สถานการณ์ของภูมิใจไทยจึงระทึกบนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด!
พรรคภูมิใจไทยก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2551 หรือ 3 ปีกว่า ที่มี “เนวิน ชิดชอบ-อนุทิน ชาญวีรกูล” ร่วมสร้างขึ้นมา โดยแยกตัวออกจากทักษิณหลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบมารวมเป็นภูมิใจไทย และอุ้ม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ
ก่อนที่ภูมิใจไทยจะได้รับตอบแทนอย่างสมเนื้อ เติบใหญ่สยายปีกได้เก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอคุมงบประมาณมหาศาล ทั้ง รมว.มหาดไทย รมช.มหาดไทย รมว.คมนาคม รมว.พาณิชย์ รมช.สาธารณสุข รมช.เกษตรฯ จากกลุ่มเพื่อนเนวินเดิม 23 คน จนขยายไปช็อปพรรคร่วมรัฐบาลอื่นมาได้รวม 60 คน
พรรคภูมิไทยยึดครองอำนาจรัฐและอำนาจทุนเต็มมือมา 2 ปีที่เป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทานกระแสทักษิณและเสื้อแดงได้ ทำให้ต้องแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคเพื่อไทยหมดรูป
เป้าที่วางไว้ 70 กว่าที่นั่ง กลับได้เพียง 32 ที่นั่ง อภิสิทธิ์จึงตกเก้าอี้นายกฯ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถตัดแต้มพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานได้ พรรคภูมิใจไทยกับประชาธิปัตย์จึงตกอับกลับมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน
“ใบแดงบุญจง” ทำให้สถานการณ์ของภูมิใจไทยอยู่ในขั้นย่ำแย่ เพราะหากที่สุดถึงแล้ว นำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย ก็จะเป็นอวสานของพรรคการเมืองนี้อย่างรวดเร็วเหมือนกับที่ถูกสารเร่งโตฉีด
แม้ยังมีทางออกให้ สส.ของพรรคที่ถูกยุบสามารถย้ายพรรคได้ ก็น่าสนใจว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่อาจจบที่การยุบพรรค สส.เกือบ 30 คน จะถูกดูดเข้าพรรคเพื่อไทยทั้งหมดหรือไม่ หรือไปเฉพาะกลุ่ม สมศักดิ์ เทพสุทิน ตามที่มีข่าว
บิ๊กภูมิใจไทยภาวนาว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ก็ขอให้บุญจงรอดไม่โดนใบแดงในชั้นศาลฎีกา หรือถ้าแย่สุดมีการยุบพรรคจริง ก็ขอให้ตัดสินในช่วงที่บ้านเลขที่ 111 พ้นโทษการเมือง 5 ปี ในเดือน พ.ค.ปีหน้า
เพราะเมื่อนั้น “เนวิน-อนุทิน” เป็นอิสระจากบ้าน 111 ขยับตัวลงมาเล่นเอง ตั้งพรรคใหม่ฟื้นบาดแผลอีกครั้ง







