posttoday
30 บาท จะเก็บหรือไม่เก็บดี

30 บาท จะเก็บหรือไม่เก็บดี

23 สิงหาคม 2554

คงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า นโยบาย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่แต่เดิมเรียกว่า

คงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า นโยบาย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่แต่เดิมเรียกว่า

โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน 

“โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” เป็นนโยบายที่ “ได้ใจ” ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในระดับ “รากหญ้า” ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนนิยมอย่างมาก และมีผลสำคัญทำให้ชนะเลือกตั้งทุกสมัย แม้จะถูกยุบพรรคเปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน

การที่นโยบายนี้ “ได้ใจ” ประชาชน เพราะเป็นการแก้ปัญหาถูกจุดและประสบความสำเร็จอย่างมากในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ จากฝีมือของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันนโยบายนี้ และเป็นผู้วางรากฐานงานนี้ทั้งด้วยฝีมือและด้วย “หัวใจของความเป็นมนุษย์” อย่างแท้จริง

การได้ชื่อว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” เริ่มต้นจากความสำเร็จของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งนำร่องไปก่อนแล้ว และเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการครั้งละ 40 บาท ฉะนั้นนโยบายนี้เพื่อให้ “โดนใจ” ประชาชนยิ่งกว่า จึงเก็บถูกลง 10 บาท

โครงการนี้ “ปรับโฉม” 2 ครั้ง ครั้งแรกในยุคที่ นพ.สงวน ยังมีชีวิตอยู่ มุ่งปรับให้เปลี่ยนจุดเน้นจากการ “รักษา” เป็นการ “สร้างสุขภาพ” หรือ “สร้าง นำ ซ่อม” ตามสโลแกนของสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ โครงการนี้จึงเปลี่ยนแนวทางและเปลี่ยนชื่อเป็น “30 บาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค”

ครั้งที่สอง เกิดในยุคหลังการ “ปฏิรูป” 19 ก.ย. 2549 นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีสาธารณสุขขณะนั้น ได้ประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการ 30 บาท ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เพื่อลดภาระทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ นั่นคือประชาชนไม่ต้องจ่าย และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเสียเวลามาเก็บเงินประเภท “เบี้ยหัวแตก” ต้องเสียเวลาลงบัญชี และที่สำคัญเป็นการทลาย “กำแพง” หรือ “อุปสรรค” ที่ขวางกั้นการใช้บริการของประชาชน ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่จำกัดมุ่งให้บริการประชาชน แทนที่จะเริ่มต้นที่การเก็บเงิน 30 บาทเป็นด่านแรก

นโยบายเลิกเก็บ 30 บาท มีเสียงคัดค้านบ้าง เพราะเจตนาสำคัญของการเก็บเงินนี้มี 2 ประการ คือ 1) เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันมิให้ประชาชนไปใช้บริการอย่าง “พร่ำเพรื่อ” หรือโดยไม่จำเป็น 2) เป็นรายได้ “เพิ่มเติม” แก่สถานพยาบาล ซึ่งแม้จะเป็นเงินไม่มากนักแต่สำหรับสถานพยาบาลขนาดเล็กคือ สถานีอนามัย ก็ถือเป็นเงิน “ก้อนโต” ทีเดียว

เสียงคัดค้านดังกล่าวไม่มีผล เพราะผลดีที่เกิดแก่ประชาชนมีความชัดเจน และเสียงของหน่วยบริการที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สถานีอนามัย ก็เป็นเสียงที่ “เบามาก” เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย และล้วนอยู่ในชนบทห่างไกล

นอกจากนั้น ผลการศึกษาทางวิชาการในเวลาต่อมายังพบว่าน่าจะเป็นการถูกต้องแล้วที่ยกเลิกการเก็บ 30 บาท ด้วยเหตุผลต่างๆ คือ ประการแรก ระบบการเก็บ 30 บาท มีความไม่เป็นธรรมอยู่ในตัวเอง เพราะระบบการจัดทำ “บัตรผู้มีรายได้น้อย” แต่เดิมประสบปัญหามาโดยตลอด นั่นคือ คนจนจำนวนมากไม่ได้บัตร ขณะที่คนไม่จนจริงจำนวนมากมีบัตร ผลการศึกษาเมื่อปี 2548 พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำที่สุดมีเพียง 47% เท่านั้นที่ได้รับบัตรทองประเภทที่ไม่ต้องจ่าย 30 บาท

ประการที่สอง ประชาชนมี “กำแพง” กั้นการไปใช้บริการหลายชั้นแล้ว เพราะ 1) ต้องเสียค่ารถค่ารา และเสียเวลาไปรอรับบริการ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 30 บาทมากมาย 2) ระบบบัตรทองกำหนดให้ต้องไปรับบริการตามขั้นตอนอยู่แล้ว จะไปตามอำเภอใจมิได้ 3) ระบบ “การคลัง” ของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นระบบ “เหมาจ่ายรายหัว” ทำให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องพยายามประหยัด

ประการที่สาม อัตราการใช้บริการโดยรวมก็ยังนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเจริญแล้ว คือ ปีแรกๆ มีการใช้บริการเฉลี่ยคนละ 1 ครั้งเศษต่อปีจนถึงปัจจุบันอัตราการใช้บริการเพิ่มเป็นประมาณ 3 ครั้งต่อปี เทียบกับไต้หวัน มีการใช้บริการปีละราว 13 ครั้ง เมื่อเลิกการเก็บ 30 บาท ก็มิได้ทำให้เกิดการ “ทะลัก” ไปใช้บริการเพิ่มขึ้นมากมายแต่ประการใด

อาจจะเป็นเพราะเหตุผลลึกๆ ประการหนึ่งของการเลิกเก็บ 30 บาท คือเพื่อลบภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผูกติดกับนโยบายนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยประกาศ “จะนำโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคกลับมาอีก” และคงจะเป็นเพราะผู้นำในพรรคบางคนมิได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ จึงประกาศเก็บเงิน 30 บาท “เพื่อปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น” เป็นนัยว่าเงินที่ได้จากการเก็บ 30 บาท จะเป็นเงินก้อนโตพอสมควร สามารถนำมาปรับปรุงบริการให้แก่ผู้เสียเงิน 30 บาท ให้ดีขึ้น

แนวคิดที่จะปรับปรุงบริการให้แก่คนที่จ่าย 30 บาท เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ที่นอกจากมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพแล้ว หัวใจสำคัญก็คือความเป็นธรรม แนวคิดหรือแนวทางใดๆที่ทำให้เกิดความแตกต่างย่อมนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม

ปัญหาใหญ่ของการที่จะกลับมาเก็บ 30 บาท ก็คือจะต้องมาเริ่มต้นแยกประชาชนที่ต้องเสีย 30 บาท กับผู้ที่จะได้รับยกเว้น ซึ่งประสบการณ์อันยาวนานนับสิบปีที่มีความพยายามออก “บัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย” ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเลย ที่สำคัญจะต้องลงทุนเพื่อการนี้อีกเป็นอันมาก รายได้อีกปีละ 23 พันล้านบาท ย่อมไม่คุ้มค่า

ข้อสำคัญ งานนี้ถ้าฝืนทำจริงๆ ผลที่จะเกิดขึ้นคือ การรังแกคนยากจนจำนวนไม่น้อยโดยแท้  

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69