
เสื้อหลากสีหวั่นนโยบายรัฐทำศก.พัง
เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินยื่นชี้นโยบายรัฐใช้งบอื้อหวั่นทำศก.พัง แนะควรกำหนดแนวทางปกป้องสถาบันให้ชัด
กลุ่มเสื้อหลากสียื่นชี้นโยบายรัฐใช้งบอื้อหวั่นทำศก.พัง แนะควรกำหนดแนวทางปกป้องสถาบันให้ชัด
เมื่อเวลา 11.50 น.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ได้เข้ายื่นนหนังสือต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอความเห็นต่อนโยบายรัฐบาล ซึ่งหลายเรื่องไม่ตรงตามที่ได้หาเสียงไว้ หลายเรื่องหากปฏิบัติแล้วอาจจะเกิดผลเสียต่อประเทศอย่างรุนแรง เพราะเชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ในนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ โดยเฉพาะการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถานบันพระมหากษัตริย์ นั้นควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจน โดยเฉพาะการดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มที่ละเมิด หรือล้มล้างสถาบัน ตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกทั้งรัฐบาลต้องไม่สนับสนุนการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112
ในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ต้องคำนึงถึงหลักทางมาตรฐาน ไม่ควรจ่ายค่าชดเชยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย และคัดค้านการจ่ายเงินชดเชยให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงรายละ 10 ล้านบาท
อีกทั้งควรสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุมและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม
นอกจากนี้ยังควรเร่งฟื้นฟูสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน และระวังการเจรจาที่ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลควรป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง รวมถึงเร่งติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามารับโทษตามกฎหมายหลังจากที่ถูกศาลพิพากษจำคุกเป็นเวลา 2 ปีในคดีที่ดินรัชดา
สำหรับ นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท และเงินเดือน 15,000 บาท เป็นการแทรกแซงการประกอบการของผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทำให้เกิดปัญหาการลดการจ้างงาน รัฐบาลควรหามาตรการลดค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้าแทน ส่วนการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องแบกภาระค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท
ในส่วนนโยบายแจกแทบเล็ตถือว่าไม่เหมาะสม เพราะอุปกรณ์ เครื่องมือที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับ อาจทำให้เป็นปัญหาในอนาคตได้ว่านักเรียนไม่มีหนังสือเรียนในเทอมต่อไป อีกทั้งการจัดซื้อแท็ปเล็ตยังกังวลว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นได้ ส่วนนโยบายที่ เตรียมใช้กองทุนสำรองต่างๆ มาลงทุนในกองทุนมั่นคั่งแห่งชาติ ต้องระวังความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากมีการลงทุนที่ผิดพลาด และอาจมีการแสวงประโยชน์ทับซ้อนโดยผุ้บริหารกองทุนและผู้เกี่ยวข้อง
นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ ต้องใช้งบประมาณจำนวนนับล้านล้านบาท และถือว่าเป็นนโยบายที่ลดรายรับของประเทศ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียวินัยทางการเงิน การคลังของประเทศอย่างรุนแรง และเกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทางยุโรปและอเมริกาใต้







