
ศึกมวยคู่ใหม่ ธีระชัยVSประสาร
แค่เพียง 2 สัปดาห์ที่รัฐบาลใหม่ได้เข้าทำงาน ทุกฝ่ายต่างคิดว่าจะมีช่วงฮันนีมูนสวีต
แค่เพียง 2 สัปดาห์ที่รัฐบาลใหม่ได้เข้าทำงาน ทุกฝ่ายต่างคิดว่าจะมีช่วงฮันนีมูนสวีต
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แค่เพียง 2 สัปดาห์ที่รัฐบาลใหม่ได้เข้าทำงาน ทุกฝ่ายต่างคิดว่าจะมีช่วงฮันนีมูนสวีต คือ ไม่มีใครต่อต้าน คัดค้าน หรือให้ความเห็นในทางลบกับรัฐบาล ปล่อยให้รัฐบาลทำงานไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
แต่ที่ไหนได้ สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ไม่มีช่วงเวลาดังกล่าว เพราะเพียงสัปดาห์เดียวก็มีเรื่องสร้างความจี๊ดจ๊าดให้กับสังคมได้อย่างมากมาย
ประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองมาก่อนหน้าที่ รมว.คลัง จะเข้ามานั่งในกระทรวง ก็คือ นโยบายด้านดอกเบี้ย ที่จะเกิดความขัดแย้งเชิงนโยบายแบบคลื่นใต้น้ำขึ้นมา ระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ชัดเจนมาตลอดตั้งแต่พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคไทยรักไทยอยู่ก็คือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเชิงรุกที่เน้นเอาอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นหลักมากกว่าการเน้นรักษาเสถียรภาพ
ก็เป็นจริงดังคาด วันแรกที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เข้าทำงานที่กระทรวงและเปิดแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ และได้ให้นโยบาย 5 เรื่องทันที คือ
1.จะประเมินภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศว่าจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร และกระทรวงการคลังจะมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐและสหภาพยุโรป
2.จะหารือกับ ธปท.และจัดตั้งคณะกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจ โดยมี รมว.คลัง เป็นประธาน และจะเชิญเอกชน เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสภาหอการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจมารับฟังปัญหาด้วย
3.หารือกับ ธปท.ถึงแนวทางแก้ไขผลการดำเนินงานที่ขาดทุนของ ธปท. เพื่อลดภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ ธปท.ไม่สามารถชำระคืนได้ หากไม่แก้ไขและ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยเงินบาทสูงกว่าดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐ จะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามามาก ธปท.จะมีภาระซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาเพิ่ม ซึ่งนับวันด้อยค่าลงก็จะกลายเป็นงูกินหาง ไม่ได้รับการแก้ไข
ในข้อนี้ รมว.คลัง ส่งสัญญาณว่า จะต้องเข้าไปดูว่าจะให้ ธปท.มีรายได้หรือบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร
4.จะหารือกับ ธปท.เรื่องการเพิ่มบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการดูแลภาคธุรกิจมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังมีแนวคิดเปิดเสรีให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์รายใหม่ โดยเฉพาะที่มาจากสัญชาติอาเซียน บวก 3 หรืออินเดีย ที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ทำซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนได้
5.จะหารือกับ ธปท.เพื่อทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ไม่เป็นภาระภาษีหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะใช้แนวทางของสหรัฐ เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาให้อำนาจรัฐบาลสามารถเรียกเก็บเงินพิเศษจากสถาบันการเงินที่ยังมีฐานะการเงินที่ดีมาช่วยเหลือได้ หรือให้สถาบันการเงินออกหุ้นกู้หรือแปลงเป็นหุ้นทุน
นโยบายทั้ง 5 ที่ รมว.คลัง แถลงออกมานั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ธปท.ทั้งสิ้น แทบจะไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการคลัง ซึ่งเป็นงานรับผิดชอบของ รมว.คลัง โดยตรงเลย
ทีเด็ดกว่านั้นก็คือ ธีระชัย กล่าวว่า จะหารือกับ ธปท.ขอทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตามนโยบายการบริหารเศรษฐกิจ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย (Inflation Targeting) ที่ในปี 2554 กำหนดอยู่ที่ 0.53% ใหม่ โดยอาจจะขยายขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่ากรอบเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมากกว่าขยับลง
ส่วนนี้ถูกมองว่าเป็นการแก้ไขเงินเฟ้อโดยใช้เทคนิคเข้าช่วย คือ การขยับกรอบเงินเฟ้อขึ้นก็จะทำให้แรงกดดันที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะขึ้นดอกเบี้ย เท่ากับเป็นการกดดอกเบี้ยนโยบายไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไรและไม่ได้แทรกแซงการทำงานของ ธปท.ด้วย
ทันทีที่ รมว.คลัง เปิดนโยบายออกมา ทาง ธปท.ก็มีความเห็นสวนออกมาทันที โดยดอกแรกออกมาจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการ ธปท. ให้ความเห็นว่า หาก รมว.คลัง อยากจะหารือกำหนดกรอบเงินเฟ้อใหม่ ก็ไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะปกติต้องคุยกันทุกปีอยู่แล้ว การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเรื่องของรัฐบาลด้วย ไม่ใช่เป้าหมายของ ธปท.อย่างเดียว คือยินดีที่จะหารือกับกระทรวงการคลังในเรื่องนี้
วันต่อมา ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ก็ออกมาให้ความเห็นนิ่มๆ ว่า ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ กระทรวงการคลังและ ธปท.ต้องหารือร่วมกันอยู่แล้ว แต่เห็นว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 0.53% ในปัจจุบันเหมาะสมกับเศรษฐกิจแล้ว
ทรงธรรม ให้ความเห็นว่า หากกรอบเป้าหมายสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยจะลดลงแต่อย่างเดียว แต่อาจจะมีผลกระทบข้างเคียงทางด้านจิตวิทยา ทำให้มีคนมองมุมกลับว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอีก ซึ่งอาจมีผลให้คนคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นถึงได้ขยับเป้าหมายเพิ่ม และถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นการลงทุน การบริโภค การจ้างงาน อาจกระทบตามไปด้วย
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องการมองคนละมุมระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.เสมอมา
ทางด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กลับยังคงนิ่ง ไม่แสดงความเห็นใดๆ โดยกล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่า ขอหารือกับ รมว.คลัง ก่อน จึงจะรู้ว่าจะทำอย่างไร
การไม่ตอบโต้และใช้วิธีนิ่งสยบความเคลื่อนไหวของ ธปท. เป็นการสวนท่าที ทำให้ฝ่ายการเมืองไม่รู้ว่า ธปท.จะแข็งขืนอย่างไร ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย รมว.คลัง
นอกเหนือจากเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ที่มีความเห็นแตกต่างอย่างสุดขั้วแล้ว ยังมีนโยบายที่ รมว.คลัง แถลงออกมาแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ในเร็วๆ นี้อีกหลายประการ คือ เรื่องการบริหารทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.81.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาจากฝ่ายการเมืองว่า มีการวางแผนจะนำทุนสำรองที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ ธปท.ทำอยู่ โดยเน้นจะลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เป็นธุรรกิจที่มั่นคง หากไปลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นก็จะลงทุนถูก จึงควรนำไปลงทุนพัฒนาแหล่งพลังงานในพื้นที่พิพาทของไทยและกัมพูชา
อย่างไรก็ดี ทาง ธปท.ก็เตรียมเหตุผลรับมือแนวทางดังกล่าวไว้ โดย ม.ร.ว.จัตุมงคล เปิดเผยถึงแนวคิดในการจัดตั้งบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคล เพื่อเป็นกลไกทางเลือกที่จะช่วยเปิดทางให้ ธปท.สามารถนำทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารทุน รวมถึงหุ้นในอนาคต เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้น คือ ให้มืออาชีพรับไปบริหารนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องส่งกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีพิจารณาด้วย
นอกจากนี้ ธปท.ยังได้ปรับไส้ของตะกร้าเงิน โดยลดการถือครองเงินสกุลเหรียญสหรัฐลง หันไปถือเงินสกุลที่มีค่าอยู่ รวมทั้งซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,374 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548 เพิ่มเป็น 4,598 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553
การจะกล่าวว่า ธปท.ไม่บริหารทุนสำรองให้เพิ่มขึ้น จึงเป็นคำกล่าวหาที่อาจจะเกินเลยไปหน่อย
นอกจากนี้ การรวบเอาหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาเพื่อแก้ไขหนี้ให้เป็นระบบ จากเดิมที่กองทุนฟื้นฟูฯ ออกพันธบัตร แต่กระทรวงการคลังเป็นคนจ่ายดอกเบี้ย ก็เป็นเรื่องที่หารือมานานว่าควรจะต้องโอนหนี้สินทั้งหมดมาที่กระทรวงการคลังให้บริหารจัดการเองดีกว่า
แต่การโอนหนี้ไปนั้นไม่พอ จะต้องมีการโอนทรัพย์สินของ ธปท.ไปด้วย ซึ่งมีจำนวนมาก และน่าตั้งข้อสังเกตว่า หากจะมีการนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองก็ทำได้ ดังนั้น ธปท.จึงเริ่มทยอยขายทรัพย์สินที่ดินเปล่าแปลงใหญ่ๆ ออกไปก่อน ซึ่งล่าสุดก็ได้ขยายที่ดินรัชดาฯ อันอื้อฉาวออกไปได้เงินเข้ามาถึง 1,800 ล้านบาท
นี่แค่เพียงเริ่มต้น กระแสความขัดแย้งก็โชยมาเป็นระลอก และหากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อย มวยคู่ใหม่ระหว่าง รมว.คลัง และผู้ว่าการ ธปท. ก็จะต้องเดินขึ้นสังเวียนชกกันอย่างเป็นทางการว่า ระหว่างการรักษาเสถียรภาพกับการปั่นเศรษฐกิจให้โต ใครจะแพ้และใครจะชนะ
เรื่องนี้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด







