posttoday
แถลงนโยบายรัฐบาลเวทีแรกวัดกึ๋น ยิ่งลักษณ์

แถลงนโยบายรัฐบาลเวทีแรกวัดกึ๋น ยิ่งลักษณ์

22 สิงหาคม 2554

เริ่มแล้วสัปดาห์นี้กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ โดยมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ส.ค.

เริ่มแล้วสัปดาห์นี้กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ โดยมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ส.ค.

และนี่อาจจะเป็นเวทีที่ฝ่ายค้านใช้ชำแหละนโยบายและครม.ปู 1 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเรื่องร้อนๆ ที่รัฐถูกวิจารณ์หนักและเร็วเกินคาดว่า ตั้งแต่เป็นรัฐบาลก็เริ่มทำภารกิจช่วยพี่ชาย ไม่ว่าการเร่งผลักดันญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศ การเตรียมคืนพาสปอร์ตแดงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อนบริเวณอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยพลังงานมหาศาล

งานนี้ยิ่งลักษณ์จึงเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านครั้งแรก และจะมีการดีเบตกับอภิสิทธิ์เหมือนอย่างที่เธอรับปากหรือไม่ แต่ดูท่าทีจากการชิ่งหนีสื่อของยิ่งลักษณ์ช่วงที่ผ่านมา เดาได้ว่านายกฯ ปู คงต้องทนการเผชิญหน้ากับว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านและอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เตรียมเดินเครื่องตรวจสอบนโยบายรัฐบาลว่ามีจุดไหนหมกเม็ดหลอกลวงประชาชนหรือไม่

ทั้งนี้ นโยบายรัฐบาลเร่งด่วน 16 ข้อ ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีแรก หนีไม่พ้นปัญหาปากท้องของประชาชนที่สัญญาไว้ โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ขณะที่นโยบายหาเสียงหลายเรื่องกลับไม่เป็นไปตามประกาศว่าจะเร่งทำทันที เช่น โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย โดยเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ทั้งใน กทม.และปริมณฑล รวมถึงโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเมืองใหม่

แถลงนโยบายรัฐบาลเวทีแรกวัดกึ๋น ยิ่งลักษณ์

ทว่า การแถลงนโยบายครั้งนี้ดูไม่ค่อยราบรื่นต่อตัวรัฐบาลเท่าไหร่นัก เมื่อมีฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ที่ต้องยอมรับถึงศักยภาพในการทำหน้าที่ตรวจสอบ เนื่องด้วยสมาชิกส่วนใหญ่เก๋าเกมในสภา ขณะที่ อภิสิทธิ์ ย้ำว่า คณะกรรมการบริหารพรรคได้เตรียมการอยู่ 3 เรื่อง คือ การอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดลำดับความสำคัญนโยบายเร่งด่วนกับนโยบาย 34 ปี ที่จะต้องเชื่อมโยงกับความคาดหวังกับประชาชน ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญที่จะมีการวิเคราะห์และอภิปราย

ส่วนกรอบการอภิปรายจะถือเอาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าได้มีการดำเนินการหรือไม่ ต้องดูความเหมาะสมในนโยบายด้านอื่นๆ ที่อาจจะไปเกี่ยวพันกับนโยบายพรรคเคยผลักดันหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นที่ต้องพูดก่อนแถลงนโยบาย รวมถึงการดำเนินการเอื้อประโยชน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือว่าอยู่ในความสนใจของประชาชน

“อยากให้ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้ตอบ เพราะนโยบายหลายเรื่องไม่ได้อยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพราะเรื่องที่ตัดสินใจส่วนใหญ่ คาบเกี่ยวหลายกระทรวง รัฐบาลจึงต้องมีท่าทีที่ชัดเจน ส่วนจะโยนให้รองนายกฯ หรือ รมต.คนอื่นตอบแทนนั้น ก็คงจะไปบังคับนายกฯ ไม่ได้ แต่ก็คิดว่าคนเป็นหัวหน้ารัฐบาลควรสร้างความมั่นใจในแง่ของทิศทางด้วยการตอบคำถามด้วยตัวเอง”

ทว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยยืนยันว่าพร้อมดีเบตกับ อภิสิทธิ์ หากถึงเวลาเหมาะสม เพราะหากดีเบตเพื่อทะเลาะกัน ประชาชนคงไม่อยากฟัง อีกทั้งเห็นว่าการพูดเก่ง หรือไม่เก่ง ไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่ความเหมาะสมมากกว่า

ดังนั้น เมื่อเวลานี้มาถึงนายกฯ หญิงของไทย คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อพิสูจน์ภาวะความเป็นผู้นำไม่ได้โคลนนิงหรือรอฟังคำสั่งสายตรงจากพี่ใหญ่เมืองดูไบ แต่ด้วยประสบการณ์การเมืองยังน้อย และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เพื่อไทยจึงจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ และรัฐมนตรี ขึ้นมา

ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องตั้งหน่วยคอมมานโดมาปกป้อง หากมี สส.ฝ่ายค้านอภิปรายออกนอกข้อบังคับ เพื่อปะทะ ประท้วง ตามข้อบังคับ ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน เป็นหัวหน้าทีม จิรายุ ห่วงทรัพย์ เป็นรองหัวหน้าทีม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีชุดทำงานอีก 2 ชุด คือ ชุดแรกทำหน้าที่อภิปรายเสริมโดยมีพรรคร่วมประกอบ ส่วนชุดที่สองทำหน้าที่ป้องกันการตีรวนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเอาเรื่องส่วนตัวมาโจมตีที่ไม่เกี่ยวกับนโยบาย เพื่อให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเป็นไปตามกรอบของเวลา

นอกเหนือประเด็นการแถลงนโยบายที่จะเป็นชนวนทำรัฐบาลกระท่อนกระแท่นแล้ว อีกหนึ่งปัญหาคือ การตั้ง ครม.ผิดฝาผิดตัว เช่น รัฐมนตรีสายล่อฟ้าอย่าง “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รมว.ต่างประเทศ กรณีการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เข้าประเทศญี่ปุ่น ที่ฝ่ายค้านจะหยิบขึ้นมาเป็นตัวชูโรงโจมตีกระหน่ำ ลดเครดิตพรรคเพื่อไทย

ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือการตั้งกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.พาณิชย์ และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ซึ่งกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง มองว่าเหตุผลในการเอาทั้งสองคนมาดำรงตำแหน่งเพื่อตอบแทน เนื่องจากเคยมีส่วนช่วยและปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดเรื่องการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร จึงเป็นคำถามในสายตาประชาชนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตอบแทนกันหรือไม่

สิ่งสำคัญนโยบายตอกลิ่มเพื่อไทย 300 บาท จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ต้องตามลุ้น เพราะปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยอมรับว่า “นโยบาย 300 บาท ที่หาเสียงไว้ว่า จะทำทันทีทั่วประเทศ ในความเป็นจริง คงทำไม่ได้ และต้องเข้าใจว่าเป็นการพูดเพื่อหาเสียง แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ตั้งใจจะทำให้ได้ ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน จะมีบางจังหวัดที่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทแน่นอน”

ดังนั้น ประชาธิปัตย์จะใช้เวทีนี้ซึ่งถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ชำแหละให้คนรู้ว่า พรรคไหนดีแต่พูด ไม่ทำตามสัญญา ขณะที่รัฐบาลต้องยืนยันสิ่งที่สัญญาไว้เป็นไปได้จริง 

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน