
ยางร่วงความหวังวูบ ฝันร้ายเศรษฐกิจภาคใต้
ร่วมครึ่งเดือนแล้วที่เกษตรกรชาวสวนยาง ต่างวิตกกังวลกับราคายางพาราที่ตกฮวบลงอย่างไม่คาดคิด จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาที่พุ่งขึ้นจากกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท ขึ้นไปจนแตะระดับกิโลกรัมละ 200 บาท ในเวลาเพียงช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนที่ผ่านมา ก็รูดลงรวดเดียวเกือบ 20 บาทต่อกิโลกรัม และจากนั้นก็ดิ่งวูบลงมาจนแตะระดับกิโลกรัมละ 80 บาท
ร่วมครึ่งเดือนแล้วที่เกษตรกรชาวสวนยาง ต่างวิตกกังวลกับราคายางพาราที่ตกฮวบลงอย่างไม่คาดคิด จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาที่พุ่งขึ้นจากกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท ขึ้นไปจนแตะระดับกิโลกรัมละ 200 บาท ในเวลาเพียงช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนที่ผ่านมา ก็รูดลงรวดเดียวเกือบ 20 บาทต่อกิโลกรัม และจากนั้นก็ดิ่งวูบลงมาจนแตะระดับกิโลกรัมละ 80 บาท
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ร่วมครึ่งเดือนแล้วที่เกษตรกรชาวสวนยาง ต่างวิตกกังวลกับราคายางพาราที่ตกฮวบลงอย่างไม่คาดคิด จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาที่พุ่งขึ้นจากกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท ขึ้นไปจนแตะระดับกิโลกรัมละ 200 บาท ในเวลาเพียงช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนที่ผ่านมา ก็รูดลงรวดเดียวเกือบ 20 บาทต่อกิโลกรัม และจากนั้นก็ดิ่งวูบลงมาจนแตะระดับกิโลกรัมละ 80 บาท
ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ใช่เพียงแคต่อความไม่นอนของรายได้เท่านั้น แต่ในช่วงที่ราคาพุ่งสูงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางต่างมีความหวังต่ออนาคตที่สดใส ชาวสวนยางจึงพากันลงทุนกับการอุปโภคบริโภคกันขนานใหญ่ สร้างบ้านใหม่ ซื้อของใช้ เครื่องเรือน และที่สำคัญรถยนต์ป้ายแดงคันแล้วคันเล่าที่ทยอยออกจากโชว์รูม และแน่นอน ความผันผวนของราคายางพาราที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่อาจกระทบรายได้ซึ่งหมายถึงค่างวดเช่าซื้อของเกษตรกร แต่บรรดาบริษัทเงินทุน ไฟแนนซ์ที่ปล่อยกู้ทั้งหลายก็เริ่มออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ
นายสมคิด รุจิวงศ์โรจน์ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัทศรีบุตรคอปอเรชั่น จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้า จ.ยะลา เปิดเผยว่า ในช่วงที่ราคายางสูงยอดจำหน่ายรถก็จะสูงขึ้นมาก มีลูกค้าซื้อรถใหม่เฉลี่ยเดือนละ 2030 คัน ซึ่งถือว่ามากกว่าปกติมาก หลังจากล่าสุดราคายางปรับตัวลดลง หากราคายางไม่ลดต่ำไปกว่านี้ก็คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายรถ แต่หากต่ำกว่านั้นก็เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
“เมื่อประมาณ 34 ปีที่ผ่านมา ราคายางเคยลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงกิโลกรัมละ 8 บาท ในช่วงนั้นก็ยอดขายนิ่ง และไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาในโชว์รูม เศรษฐกิจของ จ.ยะลา โตได้ก็จากเกษตรกรยางพารา เมื่อยางราคาไม่ดี ก็ส่งผลกระทบไปทุกส่วน ในช่วงนั้นก็มีลูกค้านำรถมาคืนจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถรับภาระในการผ่อนส่งได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำ”
ภาวะราคายางตกต่ำจึงเสมือนฝันร้าย เช่นเดียวกับแวยูโซ๊ะ แว เจ้าหน้าที่การตลาดเช่าซื้ออาวุโส ธนาคารธนชาติ สาขาหาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลังจากเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น ราคายางพาราก็เริ่มปรับตัวต่ำลง เพราะต่างชาติเริ่มที่จะลดคำสั่งซื้อ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริษัทนั้น ก็จะพบว่าจะเป็นลูกค้าในกลุ่มที่วางเงินดาวน์ 20 % ที่อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมรองรับเพื่อดูแลลูกค้าในส่วนของค่างวดรถ หากราคายางยังคงลดลงอยู่เช่นนี้
ปัญหาราคายางพาราจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเสณษบกิจของภาคใต้ ในส่วนของตัวแทนเกษตรกรสวนยาง นายเพิก เลิศวางพงศ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยจำกัด (ชสยท.) เห็นว่า มิใช่สาเหตุจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในกลุ่มประเทศอาหรับ หรือภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะพ่อค้ายางในประเทศอ้างสถานการณ์โลกถือโอกาสกดราคารับซื้อยางลงมาอย่างน่าละอาย
“รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจปัญหานี้ ปล่อยให้พ่อค้ากระทำต่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างไม่มีทางสู้ ทำให้ประสบกับสภาวะขาดทุนและเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่พ่อค้าได้กำไรประมาณ 10,000 ล้านบาทภายใน 15 วันนี้ ชาวสวนยางจึงมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลอนุมัติโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพิ่มมูลค่าเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ งบโครงการ 8,000 ล้านบาท โดยด่วน พร้อมทั้งให้ยกเลิกข้อความในพ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย ที่มีเนื้อหานำไปสู่การใช้เงินจากกองทุนในการส่งเสริมให้มีการส่งเสริมตามนโยบายของรัฐบาล แต่ให้รัฐจัดสรรเงินจากงบประมาณประจำปีหรือเงินจากแห่งอื่นแทน”
ประธานชุมนุมสหกรณ์สวนยาง เห็นว่า การที่ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย จะใช้เงินสะสมของเกษตรกรชาวสวนยาง หรือ“เงินเซส” ที่เรียกเก็บจากเกษตรกร 5บาท ต่อกิโลกรัม ไปใช้ในนโยบายของรัฐในโครงการปลูกยางในพื้นที่แห่งใหม่ หรือโครงการ 800,000 ไร่ แทนที่จะใช้งบประมาณปกติจากการจัดสรรของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และจะเกิดผลกระทบในระยะยาว เพราะ “เงินเซส” เป็นเงินที่เก็บจากการส่งออกทุกกิโลกรัม เพื่อนำไปใช้ในการปลูกทดแทนเมื่อโค่นยาง ไร่ละ 10,000 บาท หรือนำเงินมาใช้ในการรักษาสถานภาพราคายางหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวสวนยาง
ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อไปในระยะยาวหรือไม่นั้น นายชุมพล กิติสาธร ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดยะลา เห็นว่า สถานการณ์ราคายางพาราล่าสุดในขณะนี้ก็เริ่มปรับราคาสูงขึ้นจากเดิมที่ตกลงไปเหลือ 95 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาถึง 140 บาท เนื่องจากว่า ที่ผ่านเกิดจากการหวั่นวิตกของนักลงทุน แต่หลังจากวิเคราะห์ในการลงทุนแล้ว ก็อาจจะดีขึ้น เพราะเหตุการณ์หลายๆอย่างก็กลับเข้าสภาวะปกติ รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่ช่วงนี้ได้มีการหยุดกรีดยางด้วย เพราะอยู่ในช่วงต้นยางพาราผลัดใบ และแตกใบอ่อน ทำให้ปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อยลง ก็ส่งผลให้ราคายางสูงขึ้นในช่วงนี้
“จากการวิเคราะห์ราคายางในอนาคตก็เชื่อว่าราคาจะอยู่ในช่วงระหว่าง 130-140 บาทต่อกิโลกรัม และเชื่อว่าจะยืนอยู่ในราคานี้”







