
ความต้องการทองโลกลด17%
สภาทองคำโลกชี้ความต้องการทองคำลดลง 17% แม้ว่าราคาทุบสถิติไม่หยุด
สภาทองคำโลกชี้ความต้องการทองคำลดลง 17% แม้ว่าราคาทุบสถิติไม่หยุด
สมาพันธ์ผู้ค้าทองคำโลก เปิดเผยในรายงาน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 จนถึงเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 919.8 ตัน ลดลง 17% จากเดิมอยู่ที่ 1,107 ตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการลงทุนในแถบประเทศยูโรโซนที่เคยอยู่ในระดับสูงกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ ขณะที่สถิติความต้องการทองคำสูงสุดเคยอยู่ที่ 4.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 3 ของปี 2553
ขณะที่ วิกฤตหนี้ในยุโรปและสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ผลักดันให้ราคาทองแท่งพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม สภาทองคำโลกหวังว่า ความต้องการทองคำจะแข็งแกร่งตลอดระยะเวลาที่เหลือของปี 2554 ซึ่งมีความต้องการทองคำของจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการบริโภคทองคำมากที่สุดของโลกเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อไป
มาร์กัส กรับบ์ กรรมการผู้จัดการด้านการลงทุนของสภาทองคำโลก กล่าวว่า วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปและสหรัฐ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนให้ความต้องการทองคำเพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น
“อัตราเงินเฟ้อที่สูงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทย กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ความต้องการทองคำเพิ่มสูงขึ้น” กรับบ์ กล่าว
ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศที่ส่งออกและบริโภคทองคำมากที่สุดในโลก คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก โดยรองลงมา คือ จีน โดยอินเดียซื้อทองคำ 540 ตัน ในครึ่งปีแรกของปี 2554 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่สภาทองคำโลกประเมินว่า ความต้องการทองคำลดลงนั้น ราคาทองคำโลกทำสถิติใหม่อีกครั้ง โดยราคาทองคำที่ตลาดลอนดอนพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดการณ์ครั้งใหม่ที่ 1,816 เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขาย ทำลายสถิติเดิมเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ระดับ 1,814.95 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. เพิ่มขึ้น100 บาท







