posttoday
จำนำข้าวร้อนแรงดันเงินเฟ้อเอเชียพุ่ง

จำนำข้าวร้อนแรงดันเงินเฟ้อเอเชียพุ่ง

18 สิงหาคม 2554

ท่ามกลางความผันผวนปั่นป่วนของตลาดโลก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางความผันผวนปั่นป่วนของตลาดโลกจากวิกฤตหนี้ในสหรัฐและยุโรป สถานการณ์ในเอเชียที่แม้จะไม่ได้เป็นหนี้ในระดับที่น่าวิตกกังวล ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก

เพราะนอกจากจะต้องปวดหัวกับเศรษฐกิจร้อนแรงจนดันเงินเฟ้อภายในภูมิภาคให้พุ่งแบบฉุดไม่อยู่แล้ว ราคาอาหารในตลาดโลกที่ปรับตัวแพงขึ้น ยังมีส่วนสำคัญให้สถานการณ์เงินเฟ้อในเอเชียทะยานขึ้นกว่า 30% ทั่วทั้งภูมิภาค

เท่านั้นยังไม่พอ สถานการณ์ดูจะเลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าหานโยบายที่จะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีกจากราคาที่แพงอยู่แล้วในปัจจุบัน จนทำให้รัฐบาลหลายประเทศในเอเชีย และอาจรวมถึงทั่วโลกต่างตกอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวนอีกครั้ง

จำนำข้าวร้อนแรงดันเงินเฟ้อเอเชียพุ่ง

ทั้งนี้ ทันทีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้ารับจำนำราคาข้าวจากเกษตรกรที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตันในฤดูเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย.ปีนี้ ซึ่งมากกว่าราคาขายในตลาดที่อยู่ที่ 9,900 บาทต่อตัน บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นพ้องตรงกันว่า ในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก การปรับขึ้นราคาข้าวของไทยย่อมส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดภูมิภาคและในตลาดโลกที่แพงขึ้นจากเดิมกว่า 70% อยู่แล้ว ตามรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ)

ความวิตกกังวลดังกล่าวไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกต้องประสบกับภาวะข้าวแพงด้วยฝีมือของประเทศไทย

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อย เมื่อปี 2551 รัฐบาลไทยในขณะนั้นรับซื้อข้าวจำนวน 5.4 ล้านตันจากชาวนา 7 แสนคน ในราคาที่สูงกว่าตลาด ส่งผลให้ราคาข้าวที่ขายอยู่ในตลาดพุ่งทำสถิติอยู่ที่ 1,038 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ราว 3.1 หมื่นบาท) เล่นเอาประชากรผู้บริโภคข้าวเกือบครึ่งโลกแทบกระอัก

ชัวฮักบิน นักเศรษฐศาสตร์จากเมอร์ริล ลินช์ ประจำสิงคโปร์ ถึงกับอดวิตกไม่ได้ว่าราคาข้าวที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อในเอเชีย ในช่วงที่เงินเฟ้อในภูมิภาคล้วนลอยตัวสูงเกินระดับที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำหนดไว้

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาอาหารมีผลต่อเงินเฟ้อของเอเชียเป็นเพราะโดยเฉลี่ยแล้วในเอเชียอาหารมีสัดส่วนคิดเป็นกว่า 30% ของดัชนีเงินเฟ้อ ขณะที่ในยุโรปเป็นเพียง 15% และในสหรัฐน้อยกว่า 10%

สภาพความอ่อนไหวของเศรษฐกิจที่เกิดจากความผันผวนของราคาพืชผักและเนื้อสัตว์ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียต่างตบเท้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันถ้วนหน้าเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อเมื่อราคาสินค้าเกษตรโลกแพงขึ้น เพื่อปกป้องปากท้องของประชาชนในภูมิภาค ที่มากกว่า 64 ล้านคนยังคงมีฐานะยากจนอยู่

แม้ว่ารัฐบาลหลายประเทศในเอเชียจะประสบความสำเร็จจัดการเงินเฟ้อให้ชะลอความร้อนแรงลงได้ เช่น อินเดีย ที่ตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงเดือน ก.ค. ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 9.44% มาอยู่ที่ 9.22% แต่ราคาอาหารโดยรวมในภูมิภาคก็ยังนับว่าสูงอยู่มากเมื่อเทียบกับเงินในกระเป๋าของประชาชน

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาราคาเนื้อหมูในจีนยังคงสูงอยู่ และทำสถิติเพิ่มสูงที่สุดถึง 57% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่พริกในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 5 เท่า จนมีราคาแพงกว่าเนื้อวัว และทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องรณรงค์ให้ประชาชนหันมาปลูกพริกกินเอง ขณะที่หัวหอมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารในอินเดียก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น จนจำต้องพึ่งการนำเข้าจากเพื่อนบ้านในปากีสถาน

รายงานของธนาคารโลก ระบุว่า ราคาข้าวส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2553 ที่ผ่านมาอยู่แล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 567 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ราว 1.7 หมื่นบาท) ในช่วงต้นเดือน ส.ค. และราคาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ราว 2.1 หมื่นบาท) ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้

สถานการณ์อาหารโลกที่แพงขึ้นแบบหูฉี่ อีกทั้งยังมีแนวโน้มแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันมีเหตุปัจจัยหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในการผลิตอาหาร ส่งผลให้แทบไม่ต้องเดาก็รู้กันได้เลยว่าการยืนยันทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ของ ยิ่งลักษณ์ จะทำให้ไทยต้องปรับราคาส่งออกข้าวตามนโยบายรับประกันราคาข้าวภายในประเทศ และอาจจะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อในภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยในขณะนี้ราคาข้าวคิดเป็นสัดส่วน 9.4% ในเงินเฟ้อฟิลิปปินส์ 4.7% ในอินโดนีเซีย และ 2.9% ในไทย

นอกจากนี้ ราคาข้าวที่แพงขึ้นของไทยยังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญในการสั่นคลอนนโยบายการเงินของหลายประเทศในเอเชีย

เพราะราคาอาหารที่แพงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อแนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจสู้เงินเฟ้อของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ที่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วหลายรอบ โดยธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมแล้วกว่า 44 ครั้ง ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2553 เพื่อคุมเงินเฟ้อ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักเห็นตรงกันว่า ความผันผวนของตลาดจะเป็นแรงบีบสำคัญให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียต้องคงภาวะดอกเบี้ยสูงไปอีกหลายเดือน และน่าจะมีมาตรการที่เข้มข้นออกมาภายในเดือน ต.ค. หลังจากที่สังเกตท่าทีของตลาดโลกโดยรวม

ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งขึ้นค่าจ้าง ตัดลดภาษี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าประกันราคาข้าวในระดับสูง จึงถือเป็นการสวนทางกับกระแสเงินเฟ้อของภูมิภาคเอเชียโดยรวม และอาจส่งผลให้นโยบายคุมเงินเฟ้อของแต่ละประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ

แน่นอนว่า หากรัฐบาลไทยจะเดินหน้าลุยนโยบายประกันราคาข้าวต่อไปย่อมมีสิทธิทำได้เต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าอาหารไม่เหมือนกับสินค้าอย่างอื่นที่วางขายอยู่ในท้องตลาด เพราะพฤติกรรมการกินของคนไม่ใช่เรื่องที่จะปรับเปลี่ยนกันได้ในทันที ยิ่งเมื่อ 55% ของคนเอเชียกินข้าวเป็นอาหารหลัก นั่นยิ่งทำให้ไทยผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ไม่อาจเมินเฉยต่อเสียงเตือนหรือเสียงทักท้วงที่เกิดขึ้นในคราวนี้ได้เลย

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่