
ผลวิจัยชี้รถร่วมบขส.เสี่ยงกว่ารถปกติถึง10เท่า
เปิดผลวิจัยพบตัวเลขอุบัติเหตุบนถนนยังสูง ไร้มาตรการควบคุม ปัจจัยหลักยังอยู่ที่ เมาแล้วขับ-ฝ่าฝืนกฎจราจร
เปิดผลวิจัยพบตัวเลขอุบัติเหตุบนถนนยังสูง ไร้มาตรการควบคุม ปัจจัยหลักยังอยู่ที่ เมาแล้วขับ-ฝ่าฝืนกฎจราจร
วันที่ 17 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค ราชปรารถ ศูนย์วิชากาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ร่วมกับมูลนิธิไทยโรดส์ ศูนย์วิจัยอุบติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเเอเชีย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดแถลงข่าว 11 ดัชนีชี้วัดตัวการคร่าชีวิตคนไทยบนท้องถนน สู่ทศวรรษแห่งการลงมือทำ : Time For Action” โดยมี น.พ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้ตัดการศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน นายสุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นางสาวกัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ นักวิจัยมูลนิธิไทยโรดส์ และนายศรีสมบัติ พรประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมแถลงถึงสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในปัจจุบัน และตัวชี้วัดสำคัญที่เป็นปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุทุกวันนี้
น.พ.ธนะพงศ์ เปิดเผยว่า แม้สถิติของอุบัติเหตุทางถนนจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ 100 ครั้ง กลับพบว่าความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยมีแนวโน้มมากขึ้น โดยสังเกตจากตัวเลขผู้เสียชีวิตในแต่ละปี ที่มีสูงถึง 10,717 คน โดยหากคิดเป็นค่าเฉลี่ยนั้น ก็นับว่าใน 1 ชม.จะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 คน ซึ่งแม้จะมีตัวเลขลดลงจากในอดีต จากมาตรการที่เข้มข้นของภาครัฐในการกวดขันวินัยจราจร และการตรวจแอลกอฮอล์ช่วง 7-8 ปีให้หลังมานี้ก็ตาม แต่โดยภาพรวมก็ยังถือเป็นตัวเลขที่สูงมากอยู่ดี
ขณะที่น.ส.กัณวีร์ กล่าวว่า มีตัวเลขที่น่าสนใจหลายอย่างที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ อาทิเช่น ผู้ชาย มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าถึง 4 เท่า และรถโดยสารสาธารณะเองก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากเป็นลำดับที่ 2 รองจากรถจักรยานยนต์ ซึ่งในจำนวนนี้ รถร่วมบริการของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) นั้นมีความเสี่ยงมากกว่ารถบขส.เองมากถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าตกใจอีกว่า มีผู้ทราบความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดในเมืองที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนอกเมืองที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 20% เท่านั้น ซึ่งผลการสำรวจเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าคนไทยมีพฤติกรรมการขับรถเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
นายสุปรีดากล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ที่เก็บข้อมูลอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่ 2553 พบว่า มีผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการขับขี่พาหนะ ซึ่งดื่มสุราก่อนขับขี่กว่า 51.6 % โดยเพิ่มจากปี 2552 และที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ดื่มก่อนขับขี่สูงถึงร้อยละ 12.8 ทั้งนี้ มีการประมาณการว่า ถ้าลดพฤติกรรมเมาแล้วขับได้ จะป้องกันการตายจากอุบัติเหตุได้ปีละ 3,000 คน และจะป้องกันการบาดเจ็บได้ถึงปีละ 30,000 ราย จึงต้องสนับสนุนการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงนี้
ด้านนายศรีสมบัติ กล่าวว่า จากการประเมินของสหประชาชาติ การดำเนินการแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน จากประเทศสมาชิก 178 ประเทศ พบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 106 ซึ่งเราตระหนักถึงปัญหา ดังนั้น สิ่งที่ต้องลงมือทำ คือ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตครึ่งหนึ่งใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งตามที่ได้ประกาศทศวรรษแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน พ.ศ.2554-2563 นั้น ได้กำหนดเป้าหมายลดผู้เสียชีวิตจาก 17 คน ต่อประชากร 1 แสนคนในปัจจุบัน ให้เหลือต่ำกว่า 10 คนต่อประชากร 1 แสนคนให้ได้ โดยจะมีการจัดงงานสัมมนาระดับชาติ เพื่อนำเสนองานวิจัย และมาตรการในการป้องกันเรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 10 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา ในวันที่ 25 - 26 สิงหาคมนี้







