
ชงแผนปฏิรูป กทม.โกอินเตอร์
นักวิชาการระดมกึ๋นชงแผนพัฒนาเมืองโกอินเตอร์ ย้ำกระจายอำนาจ เพิ่มบทบาท กทม.
นักวิชาการระดมกึ๋นชงแผนพัฒนาเมืองโกอินเตอร์ ย้ำกระจายอำนาจ เพิ่มบทบาท กทม.
นายอุดม ทุมโฆษิต อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า การบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมหานครยุคใหม่เทียบเท่าระดับโลก ประการแรกต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจอย่างจริงจัง โดยการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้มากขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเมือง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตย
นายอุดม กล่าวว่า ทุกครั้งที่พูดถึงการกระจายอำนาจมักไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เพราะหน่วยงานต่างๆ กลัวการสูญเสียอำนาจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลกลางที่ไม่ยอมคายอำนาจ ทั้งที่จริงแล้วหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ตำรวจ ประปา ไฟฟ้า รฟม. ขสมก. สมควรอย่างยิ่งที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร
"คน กทม.ใฝ่ฝันอยากให้เป็นเมืองสวรรค์หรือเมืองแห่งเทพ แต่ในโลกความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะเราเคยชินกับการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจมานาน และถึงแม้จะมีการกระจายอำนาจแล้วก็ตาม แต่ กทม.ก็ยังไม่มีลักษณะการบริหารท้องถิ่นที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงเมื่อเทียบกับองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ทำให้ทุกวันนี้ กทม.ตกอยู่ในสภาพอัปลักษณ์และในอนาคตอาจเป็นศูนย์กลางปัญหาของประเทศ"นายอุดม กล่าว
นายอุดม กล่าวว่า ไม่มีมหานครไหนในโลกที่สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้โดยไม่มีการปฏิรูปตัวเอง เช่น กรุงโซล ประเทศเกาหลี ที่อดีตเคยด้อยกว่า กทม. แต่หลังมีการปฏิรูปแล้วทำให้เมืองพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ จากการเปรียบเทียบงบประมาณรายรับของ กทม.กับมหานครระดับโลก พบว่า กทม.มีรายได้ต่ำกว่ากรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นถึง 43.9 เท่า และต่ำกว่ากรุงนิวยอร์ค สหรัฐฯ 31.1 เท่า ขณะเดียวกัน กทม.ยังต้องพึ่งพางบประมาณอุดหนุนจากรัฐมากถึง 24% ส่วนนิวยอร์ค 11% และโตเกียว 5.2% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนได้ว่า กทม.มีสถานการคลังที่ง่อนแง่น ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเป็นองค์กรท้องถิ่นที่อ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม นายอุดม กล่าวว่า การทำงานของผู้บริหาร กทม.จะใช้วิธีสั่งการจากบนลงล่างเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องลดความเป็นราชการลง และต้องเข้าถึงหัวใจประชาชนให้มากขึ้น การให้บริการต่างๆ ต้องรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเป้าหมายสำคัญของ กทม.คือ ต้องเป็นเมืองน่าอยู่ เป็นนครหลวงที่สง่างาม และเป็นศูนย์กลางความเจริญก้าวหน้าในระดับสากล
ขณะที่นายเกรียงพล พัฒนรัฐ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. กล่าวว่า กระแสโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันท้องถิ่นไม่ได้ต้องการพื้นที่สีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบับบีบให้ กทม.ต้องเร่งแข่งขันกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก
นายเกรียงพล กล่าวว่า การพัฒนาเมืองไม่ใช่หน้าที่ของ กทม.เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจของประเทศ เพราะหาก กทม.แพ้ ประเทศไทยก็แพ้ด้วยเช่นกัน
ด้านนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) กล่าวว่า ได้จัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้นภายใต้โครงการซีเอสอาร์ของเคที โดยจะรวบรวมและตีพิมพ์ผลการศึกษาจากคณะจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ เสนอไปยังผู้บริหาร กทม. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในเชิงนโยบายต่อไป







