
สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง
เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ที่คณะกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5
เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ที่คณะกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5
โดย..พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ภายใต้การนำของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ร่วมกับภาคีเครือข่าย 22 องค์กร “คิด” แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งสังเคราะห์จนเป็น “ปฏิญญาคุณธรรมความซื่อตรง” และมอบให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ในฐานะรักษาการประธานรัฐสภา เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ก.ค. 2554 เพื่อนำไปมอบต่อให้รัฐบาลใหม่
ปฏิญญาคุณธรรมความซื่อตรงเกิดจากแนวคิดของคณะอนุกรรมการบริหารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เมื่อ 2 ปีก่อน ว่า ควรมีการรณรงค์สร้างคุณธรรมในสังคมไทย 3 ประการ คือ “ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ พอเพียง”
จากนโยบายนี้ ศูนย์คุณธรรมได้เชิญภาคีเครือข่าย 6 กลุ่ม คือ ข้าราชการและนักการเมือง การศึกษา ศาสนา ชุมชน ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาหนทางในการรณรงค์หาแนวทางในการสร้างสังคมไทยให้มีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ และมีความพอเพียง
ในส่วนของภาคข้าราชการและนักการเมือง ภายใต้การนำของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และมูลนิธิคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม ได้พิจารณาว่า
ประเทศไทยได้นำระบบธรรมาภิบาลมาใช้ในระบบราชการตั้งแต่ปี 2542 และรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารราชการที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม คือ “ประโยชน์สุขของประชาชน” เลย
จากการศึกษาการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่างๆ พบว่าหลายประเทศได้รณรงค์สร้างค่านิยม “Integrity” ควบคู่กับการจัดระบบงานให้มีธรรมาภิบาล หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วย หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความคุ้มค่า หลักความรับผิดชอบ และหลักนิติธรรม
“Integrity” เป็นคำที่แปลเป็นภาษาไทยที่ชัดเจนได้ยาก ท่านองคมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้ความเห็นว่ามีความหมายใกล้เคียงกับ “ทศพิธราชธรรม” ในข้อ “อวิโรธนํ” ซึ่งแปลว่า “ความไม่คลาดจากธรรม” ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ให้ความหมายว่า “รู้ว่าผิดแล้วไม่ทำ” และในที่สุดท่านองคมนตรีได้ให้คำนิยามว่า “การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
อย่างไรก็ดี มี “ทศพิธราชธรรม” อีกข้อหนึ่ง คือ “อาชวะ” ที่แปลว่า “ซื่อตรง” ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงให้ความหมายว่า “ความประพฤติซื่อตรง ไม่คดทรยศต่อมิตรสหาย ต่อหน้าที่การงาน ตลอดจนถึงประชาชน”
และเมื่อตรวจสอบ “หลักราชการ” 10 ประการที่รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2457 ซึ่งได้ทรงกล่าวถึง “ความซื่อตรง” 2 ประการ คือ ความซื่อตรงต่อหน้าที่ และความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป
ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมอบให้เป็นหน้าที่ของตนนั้นโดยซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตน ด้วยความมุ่งหมายให้กิจการนั้นๆ บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่จะพึงมีหนทางจัดไปได้”
“ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป คือ ความประพฤติซื่อตรงต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนควรเขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้ โดยรักษาวาจาสัตย์ พูดอะไรเป็นมั่น ไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลง คำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้ง ๑ คราว ๑”
จากบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว อาจสรุปเป็น “ค่านิยม” ในการสร้าง “ความซื่อตรง” ได้ 5 ประการ คือ 1) ความซื่อสัตย์สุจริต 2) ความวิริยอุตสาหะ 3) ความมุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ 4) การรักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตย์ และ 5) การทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา
ถ้าพิจารณาด้านความประพฤติของมนุษย์ในเรื่อง “ซื่อตรง” แล้ว จะเห็นว่าต้องประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบตามภาระหน้าที่ ถ้าทุกคนมี “ความพอเพียง” แล้ว ก็จะสามารถควบคุมกิเลสของตนมิให้หลงไปกระทำในสิ่งที่ตนรู้ดีว่า “ไม่ดี ไม่ควรทำ” ได้
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายด้านข้าราชการและนักการเมืองจึงเสนอโครงการ “องค์กรต้นแบบความซื่อตรงในภาครัฐ” โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับเป็นเจ้าภาพ และขอให้คณะกรรมการจัดงานพิจารณาใช้เป็นกรอบในการรณรงค์ จึงเป็นที่มาของคำขวัญงานว่า “สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง”
ต่อมาคณะกรรมการจัดงานได้จัดทำ “ร่างแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของ 22 องค์กรเครือข่าย และนำเสนอในการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2123 ก.ค. 2554 ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ในที่สุดผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 2,000 คน ได้ให้ความเห็นชอบและประกาศ “ปฏิญญาคุณธรรมความซื่อตรง” ต่อสาธารณะ โดยมี 2 ส่วน คือ สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันเป็นพันธสัญญา 6 ประการ ดังนี้
1.เราตระหนักว่าการเสริมสร้างคุณธรรมและความซื่อตรง ต้องเริ่มปฏิบัติที่ตัวเราและหน่วยงานของเราก่อน ดังนั้นจึงขอประกาศว่าจะรวมตัวกันก่อตั้งเป็นเครือข่ายสังคมคุณธรรมแห่งชาติ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สถาบันและเครือข่ายของเราเป็นต้นแบบ ซึ่งมีผู้นำ ผู้ปฏิบัติงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างคุณธรรมความซื่อตรง
2.เรา เครือข่ายสังคมคุณธรรมแห่งชาติ จะร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความซื่อตรง โดยใช้กระบวนการเสริมสร้างและกล่อมเกลาทางสังคมจากสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันข้าราชการและการเมือง รวมทั้งสถาบันสื่อมวลชน ในการเข้ามาร่วมคิด วางแผน และร่วมแรงร่วมใจในการปลูกฝัง เสริมสร้าง และกล่อมเกลาสมาชิก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยใช้หลักธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามดั้งเดิมเป็นเครื่องมือการพัฒนา
3.เราขอประกาศให้วันที่ 22 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันแห่งความซื่อตรงของสังคมไทย โดยเครือข่ายจะร่วมกันสร้างระบบและกระบวนการยกย่องเชิดชูการเป็นต้นแบบด้านคุณธรรม ความซื่อตรง ในระดับบุคคลและหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม
4.เราจะร่วมกันใช้มาตรการทางสังคมในการลงโทษและประณามผู้ฝ่าฝืนกฎ กติกา มารยาทของสังคมและกฎหมายบ้านเมือง พร้อมทั้งต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และจะผลักดันให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบและกระบวนการติดตามตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
5.เราจะขยายเครือข่ายสังคมคุณธรรมและการรณรงค์ค่านิยมความซื่อตรงออกไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนกิจกรรมและมาตรการภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
6.เรา ทุกองค์กรภาคีจะยึดกรอบทิศทางการขับเคลื่อนเครือข่ายสังคมคุณธรรม พ.ศ. 25552565 และแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ พ.ศ. 25552559 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5 นี้ เป็นเครื่องมือในการจัดทำกิจกรรม โครงการ และงบประมาณของตน เพื่อสนับสนุนเครือข่ายและการรณรงค์สร้างพลังทางสังคมให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งภาคีเครือข่ายได้เสนอให้รัฐบาลใหม่และรัฐสภาดำเนินการดังนี้
1) รัฐบาลควรสนองตอบความไว้วางใจของประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการประกาศความมุ่งมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจที่จะเป็นรัฐบาลแห่งความซื่อตรง และมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมความซื่อตรงเคียงคู่ไปกับนโยบายประชานิยม เศรษฐกิจ และความมั่นคงทุกนโยบาย
2) รัฐบาลควรมีมติ ครม.ให้วันที่ 22 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันแห่งความซื่อตรงของชาติ เพื่อหนุนเสริมการรณรงค์ทางสังคม
3) รัฐบาลควรประกาศการสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย ภายใต้แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ พ.ศ. 25552559 โดยตั้งกองทุนไทยซื่อตรง
4) รัฐสภาควรประกาศสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายสังคมคุณธรรมแห่งชาติ โดยใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณนักการเมืองเป็นเครื่องมือสร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง
ขณะนี้ปฏิญญาคุณธรรม กรอบทิศทางการขับเคลื่อนเครือข่ายสังคมคุณธรรม พ.ศ. 25552565 และแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ พ.ศ. 25552559 อยู่ในมือประธานวุฒิสภา และพร้อมเสนอให้กับนายกฯ ใหม่ เพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว
ดังนั้น จึงเหลือแต่เพียงรัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญ และตอบสนองว่าจะ “สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง” มากหรือน้อยเพียงใด
ประชาชนกำลังเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิด และต้องไม่ลืมว่าคณะรัฐมนตรีเป็น “ข้าราชการของรัฐ” ที่ต้องปฏิบัติตนตาม “หลักราชการ” เหมือนกัน m







