
โรงไฟฟ้าไม่คืบกฟผ.ชงสำรองไฟ20%เตือนค่าไฟขึ้น
กฟผ.ชงเพิ่มสำรองไฟจาก 15% เป็น 20% เผยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟ
กฟผ.ชงเพิ่มสำรองไฟจาก 15% เป็น 20% เผยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟ
ทะลุ 70%ค่าไฟขึ้นแน่ 4 สตางค์ แนะโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมาะสุด
นายธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมทีมบริหาร กล่าวว่า ทาง กฟผ.เห็นว่าควรเพิ่มสำรองไฟฟ้าจากเดิม 15% เป็น 20% เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงพลังงานไฟฟ้า หากยังไม่สามารถเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต้นทุนต่ำ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินได้
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเพิ่มสำรองไฟฟ้าต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากขณะนี้เกือบ 70% เป็น 80% ของสัดส่วนเชื้อเพลิงใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นอีก 3-4 สตางค์ต่อหน่วย โดยขณะนี้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 3.20 สตางค์
“ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าการพึ่งเชื้อเพลิงตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป เช่น ก๊าซ อาจกระทบความมั่นคงไฟฟ้าได้ เช่น กรณีการจ่ายก๊าซจากพม่ามีปัญหา ทำให้ต้องปล่อยน้ำในเขื่อนปั่นไฟด่วน เกิดน้ำท่วม หรือท่อก๊าซในอ่าวไทยของ ปตท. เกิดอุบัติเหตุรั่ว ก็กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า” นายธวัช กล่าว
ดังนั้น หากยังต้องพึ่งก๊าซในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก ก็ควรเพิ่มการสำรองไฟฟ้ารองรับด้วย เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า
นอกจากนี้ ทาง กฟผ.ยังต้องการเสนอให้มีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้สำรองไฟเหลือเฉลี่ย 15% หรือมีการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 2.4 หมื่นเมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตไฟฟ้า 3 หมื่นเมกะวัตต์
ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยจะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 1.5% ตามเศรษฐกิจที่โตขึ้นทุก 1% ซึ่งหากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตปีละ 4-5% ตามที่หน่วยงานรัฐคาดการณ์ เชื่อว่ากำลังไฟฟ้าจะเข้าขั้นวิกฤตภายในไม่กี่ปีหากไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าระบบเลย
นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมาะสมที่สุด เพราะต้นทุนผลิตต่ำ ราคาไม่ผันผวน รวมทั้งยังมีถ่านหินสำรองถึง 200 ปี ขณะก๊าซทั่วโลกมี 60-70 ปี ในอ่าวไทยเหลือใช้ 10-15 ปี แต่ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินยังโดนต้านจากสังคมด้วยปัญหาเดิมของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้โลกร้อน
“เรื่องนี้ทาง กฟผ.จะส่งเสริมให้แม่เมาะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเพื่อลบภาพมลพิษเดิม” นายธวัช กล่าว
ในส่วนของไฟฟ้าพลังลมหรือแสงแดดนั้น พบว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากต้นทุนจะสูง อีกทั้งยังไม่มีความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ามาสำรอง หากไม่มีลมปั่นไฟฟ้า หรือไม่มีแสงแดด ต้องใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก โดยต้นทุนค่าไฟฟ้าจากลมอยู่ที่ 5-6 บาทต่อหน่วย จากแสงอาทิตย์ 10-13 บาทต่อหน่วย







