เตือน!!คว่ำรัฐธรรมนูญวาระ3 อาจเป็นชนวนขัดแย้งครั้งใหญ่

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 21:38 น.
เตือน!!คว่ำรัฐธรรมนูญวาระ3 อาจเป็นชนวนขัดแย้งครั้งใหญ่
โดย...ภาวิต ขวัญยืน

*************

หลังจากที่ ส.ว.บางส่วนออกมาประกาศว่าจะร่วมกันลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในวาระ3ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ โดยอ้างว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเจตนาจะแตะหมวด 1 และ2 ที่ส.ว.ห้ามแก้ไข  ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่าอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นทางการเมือง เกี่ยวกับเรื่องนี้

"ยุทธพร อิสรชัย" อ.ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นโดยเชื่อว่าจะไม่ส่งผลอะไรมากต่อสถานการณ์ทางการเมือง เนื่องจากปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆได้ก้าวข้ามเรื่องรัฐธรรมนูญไปแล้ว แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องของคณะราษฎร แต่พอในช่วงที่ผ่านมาที่สภาตีตกรัฐธรรมนูญฉบับ ILAW และพรรคพลังประชารัฐกับ ส.ว.ยังยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยอำนาจสภาอีก ก็ทำให้ความหวังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาของประชาชนนั้นหมดไป

“เพราะฉะนั้นวันนี้ จะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่ มันไม่มีผลบวกผลลบที่จะเห็นอะไรอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้น ถึงแก้สำเร็จก็ไม่ได้ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆยุติลง หรือถ้าแก้ไม่สำเร็จก็อาจจะเป็นอีกเงื่อนปมให้ความขัดแย้งมันซับซ้อนขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักเพราะเงื่อนไขหลักไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว”ยุทธพร กล่าว

ด้าน"สมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีตกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.มองว่า ส.ว.ต้องให้เหตุผลต่อสังคมให้ได้ว่าเหตุใดจึงโหวตคว่ำในวาระ 3 ในเมื่อสภาให้ความเห็นชอบในวาระที่ 2 แล้วว่า ส.ส.ร.ที่จะมีขึ้นจะไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 และยังระบุว่าอีกว่าในกรณีร่างเสร็จแล้วกลับมาที่สภาฯแล้วเห็นว่าเกี่ยวข้องกับหมวด 1 และหมวด 2 ก็สามารถที่จะปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนมองว่า ส.ว.ชุดนี้มาจาก คสช.แต่งตั้ง ดังนั้นการตัดสินใจหากไม่มีเหตุผลเพียงพอ สังคมอาจจะเข้าใจว่า ส.ว.ชุดนี้ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองโดยการเอาหมวด 1 และหมวด 2 มาเป็นข้ออ้าง  

“ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกของความขัดแย้งที่ใช้กลไกของรัฐสภาเป็นเครื่องมือ เพื่อไปสู่สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ แต่ถ้าหาก ส.ว.ไม่คิดที่จะใช้ช่องทางนี้และคงรัฐธรรมนูญเพื่อความได้เปรียบต่อไปโดยไม่เปิดให้มีการแก้ไขหรือมีการร่างร่วมกันของประชาชน ผมคิดว่าในแง่ของความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงมากขึ้นและสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นเยอะแยะมากทีเดียว”อดีต กกต.ระบุ

ขณะที่ "จตุพร พรหมพันธุ์" อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็มองเช่นเดียวกันว่า ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำโดยคำตัดสินของศาลหรือเสียง ส.ว. สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะกลายเป็นคลื่นยักษ์ระลอกใหม่ซึ่งประชาชนจะจับได้ไล่ทันว่าพรรคพลังประชารัฐไม่มีความจริงใจ โดยต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อเดินตามเงื่อนไขจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้ร่วมรัฐบาลเท่านั้น"จตุพร" ยังเชื่อว่าหลังจากรัฐธรรมนูญถูกคว่ำจะเกิดการรวมตัว ท้ายที่สุดจะเป็นประเด็นขับไล่รัฐบาล เพราะประชาชนมีความรู้สึกว่าการที่รัฐธรรมนูญถูกคว่ำมาจากที่รัฐบาลหลอกลวงประชาชน รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิจไทยก็จะถูกกดันโดยประชาชนด้วยเช่นกัน

“ผมเชื่อว่านี่จะเป็นชนวนของจุดเปลี่ยนของประเทศไทยเพราะทุกคนเห็นว่าไม่ว่าจะไปมุมใดก็ตามล้วนแต่เป็นการเอารัดเอาเปรียบกันทั้งสิ้น การเมืองตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ รัฐบาลอาจจะคิดว่ามันง่าย แต่กรณีรัฐธรรมนูญมันจะไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะเจอประชาชนจริงๆ อย่างมโหฬารมากที่สุด”จตุพร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้ต้องติดตามกันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกโหวตคว่ำหรือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นเช่นไร รวมถึงจะส่งผลต่อการชุมนุมที่จะขยายในวงกว้างขึ้นมากแค่ไหนคงต้องติดตามกันต่อไป