ดาวเด่น ‘สุทิน คลังแสง’นำทัพตรวจสอบรัฐบาล

วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 19:36 น.
ดาวเด่น ‘สุทิน คลังแสง’นำทัพตรวจสอบรัฐบาล
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

*********************

แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งหลังประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้จัดรัฐบาล ต้องตกมาเป็นฝ่ายค้าน ทั้งยังเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ ผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคทั้งหมดที่ส่วนใหญ่เป็นแกนนำและบิ๊กเนม ไม่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น สส.แม้แต่รายเดียว อันเป็นผลจากการออกแบบของรธน.ใหม่ ทำให้บทบาทการเป็นฝ่ายค้านในสภาตกอยู่กับ สส.รุ่นกลางของพรรค ที่มาจาก สส.ระบบเขต

“สุทิน คลังแสง” สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวขานมากที่สุดคนหนึ่ง เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการประสาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน และ การอภิปรายสรุปในสภาในเวทีสำคัญทุกครั้งในฐานะผู้นำทัพของฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แม้ดูเรียบง่าย สุภาพ แต่ก็ดุดันด้วยเนี้อหา โดยเฉพาะการย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย ใช้ภาษาชาวบ้าน

ตลอด 3 เดือน ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน สุทิน สะกดให้ประชาชนที่ติดตามชมการถ่ายทอด เฝ้าดูหน้าจอโทรทัศน์ด้วยความชื่นชม กลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของฝ่ายค้านในเวทีสภา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เขายังกุมทิศทางการขับเคลื่อนของฝ่ายค้าน 7 พรรคผ่านการแถลงข่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นั่งเป็นประธานคุมวาระหัวโต๊ะ ในยุคที่การตรวจสอบในระบอบรัฐสภากลับมามีชีวิตหลังถูกแช่แข็งจากการรัฐประหารมา 5 ปี

สุทิน คลังแสง ปัจจุบันอายุ 58 ปี ถ้านับผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ 2 ครั้ง เขาเป็น สส. มาแล้ว 6 สมัย ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยรุ่นแรกที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกฯเรืองอำนาจ ก่อนจะถูกยุบพรรค และเปลี่ยนชื่อพรรคเป็นพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ส่วนตำแหน่งทางการเมือง เคยเป็นเพียงรองโฆษกพรรคไทยรักไทย ก่อนจะก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นประธานวิปฝ่ายค้านครั้งนี้ ในทางการเมืองรู้กันว่า เก้าอี้ตัวนี้ เป็นตำแหน่งทดลองงานก่อนจะขยับเป็น “รัฐมนตรี” หากพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลในอนาคต

สุทินเป็นเด็กบ้านนอกพื้นเพเป็นชาวมหาสารคาม เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน บิดาเป็นครูประชาบาล ก่อนจะลาออกมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามด้วย ผู้นำชุมชน เด็กชายสุทิน สนิทกับพ่อมาก ยามที่ชาวบ้านนำปัญหามาร้องทุกข์ ทำให้เขาซึมซับเข้าใจความเดือดร้อนของชาวบ้านตั้งแต่เด็ก เห็นความขาดแคลน การบริหารที่ไม่เป็นธรรม จนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมสังคมเมืองกับชนบทถึงต่างกันลี้ลับเช่นนี้ เขาเชื่อว่า การเมืองคือ กลไกสำคัญที่จะแก้ปัญหาชาวบ้านได้

“ผมสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก เวลามีนักการเมืองมาปราศรัย จะไปนั่งฟังไม่ลุกออกจากที่ เมื่อโตมาเป็นวัยรุ่นตอนนั้นอยู่ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 อายุเรา 12 ปี ก็สนใจมากต่างจากเด็กวัยรุ่นคนอื่น หลังเหตุการณ์นั้น ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าโครงการยุวประชาธิปัตย์ เพราะตอนนั้นเชื่อว่า นี่เป็นพรรคที่ดีที่สุดแล้ว”

ช่วงวัยหนุ่ม สุทิน อยากจะมาเรียนปริญญาตรีที่จุฬา ธรรมศาสตร์มาก เพราะซึมซึบกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ขณะนั้น แต่ก็หมดโอกาส เพราะเป็นลูกกำพร้า บิดามาเสียตอนเจ้าตัวอายุ 15 ปี ขณะอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนแม่ต้องพลาดพรากจากไปตอนอายุ 23 ปี เขาจึงเรียนต้องใฝ่หาความรู้ศึกษาที่วิทยาลัยครูมหาสารคาม บ้านเกิดแทน

เริ่มต้นอาชีพ ด้วยการเป็นครูที่ จ.ขอนแก่น เจ้าตัวมีโอกาสทำในสิ่งที่ท้าทายด้วยการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยเลือกสอนเด็กพิการ เด็กหูหนวก ตาบอด ออทิสติค หารู้ไม่ว่า เขาสอนอยู่นานถึง 18 ปี

“เดิมไม่คิดจะสอนนานขนาดนั้น อยู่ไปอยู่มา ก็นาน เราก็อยู่ได้ เราสงสารเขา เพราะใครๆ ก็อยากจะสอนแต่เด็กปกติเด็กเก่ง มันท้าทายกับเราถ้าเราสอนคนชีวิตติดลบ และพาเขาขึ้นมาบวกมันก็ดีมาก ทุกเย็น ผมก็ต้องไปถวายความรู้(สอน)ให้กับพระช่วงที่บวชเรียนที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมด้วย”

จุดหักเหที่ชักนำมาสู่เส้นทางการเมือง คือ ระหว่างสอนเด็ก สุทินมีโอกาสคลุกคลีกับ อดิศร เพียงเกษ ขณะนั้นยังเป็นนักต่อสู้ อีกคนคือ สส.อาวุโส ขอนแก่น หรือ พ่อแคล้ว นรปติ ทั้งคู่มีจุดเด่นคือ ไม่มีเงินแต่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ เมื่อใจมีทุนเดิมอยากเป็นนักการเมือง สุทินจึงเกิดความหวังอยากทำฝันให้เป็นจริง เขาตัดสินใจเดินทางจากขอนแก่นกลับบ้านที่มหาสารคาม ครั้งนี้ไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จนขยับมาเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ระหว่างนั้นก็จัดรายการวิทยุ จนมีแฟนคลับติดงอมแงม จึงได้โอกาสเสนอตัวกับชาวบ้านเพื่อวางเป้าสู่งานการเมือง ช่วงเวลานั้นสุทินก็ขยับศึกษาต่อปริญญาโทจนสำเร็จสาขาไทยคดีศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและปริญญาเอกอีกใบ จากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย

ปี 2542 พรรคไทยรักไทยกำเนิดขึ้น ทักษิณ ชินวัตรทาบทามสุทินลงสมัคร สส. เจ้าตัวไม่ปฏิเสธเพราะชอบแนวคิดการบริหารงานของทักษิณ จึงเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้สมัครหน้าใหม่ ด้วยความที่พูดเก่ง ฉะฉาน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกพรรค ทำหน้าที่เผยแพร่ เป็นวิทยากร รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน

สุทิน ลงสมัคร สส.ครั้งแรก ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ได้เข้าสภาสมที่ตั้งใจ ที่สร้างความภูมิใจ คือ การเป็น สส.สมัย 3 เขาลงเขต ชนะที่ 1 ของจังหวัด มาสะดุดตอนถูกยุบพรรคพลังประชาชนเพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคจึงถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี หรือ “รุ่น 109” ช่วงปี 2549 มีรัฐประหาร คมช. เขาเคลื่อนไหวในนามกลุ่มคนเสื้อแดงคัดค้านการยึดอำนาจ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยชนะตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การเมืองเข้าสู่จุดวิกฤตอีก นำมาสู่การยึดอำนาจจากคสช.อีกในปี 2557 กระทั่งมีการเลือกตั้งในปี 2562

สุทิน สรุปว่า ตั้งแต่ก้าวสู่ถนนการเมืองปี 2542 รวมเวลา 20 ปี จนถึงวันนี้ถูกเว้นวรรคการเมืองจากผลพวงการรัฐประหารและคดีวิกฤตการเมืองรวม 11 ปี กระทั่งได้กลับมาเป็น สส. อีกครั้งในรอบนี้ โดยได้ที่ 1 ของจังหวัดเกือบ 5 หมื่นคะแนน

การก้าวขึ้นมาเป็น ประธานวิปฝ่ายค้าน สุทิน บอกว่า เป็นงานยาก แต่ก็ไม่ลำบาก ที่ยาก คือ ต้องประสานงานกับ สส.ฝ่ายค้าน 7 พรรค หาจุดร่วมให้ได้ อีกอย่าง คือ การจัดสรรการแสดงบทบาทในสภา ใครจะได้อภิปรายเรื่องอะไรบนความต้องการที่มากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดด้านเวลา อีกเรื่องคือ การรักษาบรรยากาศการทำงาน 7 พรรคให้มั่นคง เพราะการเป็นฝ่ายค้าน ถ้านักการเมืองไม่มีอุดมการณ์ และไม่มีความสุขกับการทำงานก็จะเถลไถล ออกนอกลู่นอกรอย ไปอยู่กับรัฐบาล เราก็ต้องประคับประคองให้ได้ ที่ผ่านมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จสูง 7 พรรคยังเป็นเอกภาพแน่นแฟ้น

การทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคคนรุ่นใหม่ ไฟแรง กระทั่งมีคนมองว่า พรรคอนาคตใหม่ล้ำหน้าไปแล้ว สุทิน เล่าว่า เราคุยกันเข้าใจกัน 95% มีแค่ 5 % ที่เห็นไม่ตรงกัน เพราะเราเข้าใจธรรมชาติกัน เช่น อนาคตใหม่ต้องการแสดงจุดยืนเรื่องลงมติ พรก.โอนกำลังพล เราก็คิดว่า พรรคเขาเป็นคนใหม่ และมีบุคลิกอีกแบบ แต่ก็ได้ให้ข้อคิดตามสมควร เมื่ออนาคตใหม่ยืนยันว่า จะขอยืนบนแนวทางตนเอง ก็ไม่ว่าอะไร พอครั้งหลังจะลงมติ ร่าง พรบ.งบประมาณรายประจ่ายประจำปี 2563 เดิมทีเขาจะลงมติไม่เห็นชอบ แต่เมื่อคุยกันด้วยเหตุผล และแนะนำว่า ประวัติการทำงบที่ผ่านมา ฝ่ายค้านก็ด่ารัฐบาลอย่างนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ให้โอกาสกัน สุดท้ายอนาคตใหม่ก็รับฟังและงดออกเสียง

“เราก็บอกไปว่า ต้องยอมรับความจริง แม้เราจะยกมือแล้วก็ยังแพ้เขาอยู่ แต่เมื่อเราจะแพ้อยู่แล้ว เรายังให้โอกาสเขาปรับแก้บ้าง เราจะได้มากกว่าเสีย อนาคตใหม่ก็เข้าใจและยินดีเปลี่ยนท่าที แม้ใจเขาบริสุทธิ์ เพียงแต่เขาเข้าใจไม่สมบูรณ์ ประสบการณ์เขาน้อย แต่เขาก็ยินดีเปลี่ยน

สำหรับสุทิน ในฐานะบทบาทประธานวิปฝ่านค้านเขาได้อภิปรายสรุปในสภา ตรวจสอบรัฐบาลกับศึกใหญ่ๆในสภา 4 ครั้ง 1.อภิปรายคุณสมบัตินายกฯ 2.ปัญหาการถวายสัตย์ไม่ครบ 3. นโยบายรัฐบาล 4. ร่างพรบ.งบประมาณ

การเตรียมข้อมูลอภิปรายย่อยภาพใหญ่ให้คนเข้าใจเรื่องทั้งหมดภายไม่กี่ชั่วโมงเป็นเรื่องไม่ง่าย เทคนิคของเขาคือ ต้องทำเข้าใจกับกระแสสังคม เกมการเมือง ธรรมชาติ สถานการณ์การเมืองอยู่ตลอด และศึกษาข้อมูลรอบหน้าโดยเฉพาะผู้รู้ทั้งหลาย

“พอถึงวันอภิปราย ก็ศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อได้เป็นนักวิจัยมาก่อน ทำให้คิดเป็นระบบ และพูดคุยเพื่อนๆในที่ประชุมพรรค บรูณาการความรู้ เราฟังจนเกิดความเข้าใจ ไม่ได้จดบันทึก ตอนจะพูดก็จะเอาสถานการณ์สดในสภามาประกอบ เช่น วันนั้น เรื่องถวายสัตย์ เรานั่งฟังรองวิษณุพูด เราก็โต้สด เราจึงเป็นคนพูดที่ไม่มีสคริปต์ และไม่ได้ท่อง เราเอาความเข้าใจของสถานการณ์เป็นหลัก”

ก่อนอภิปราย 1 ชั่วโมง สุทินจะนั่งทบทวนโครงสร้างการพูดจะเริ่มด้วยอะไรจะเขียนเป็น mind map หรือหัวข้อ ถ้าจำได้ในหัว ก็ไม่ต้องดู จะได้เป็นการนำเสนอที่เป็นธรรมชาติ ลื่นไหลต่อเนื่องให้คนฟังชวนติดตาม แต่ถ้าอ่านสคริปต์ จะไม่ราบรื่น

“หลังอภิปรายเสร็จ เราก็ประเมินทุกครั้งทั้งทางโซเชียลและจากนักวิชาการใหญ่ๆ เราโทรถาม และบางคนก็โทรมาหา เช่น เราโทรไปถาม ดร.โกร่ง (วีรพงษ์ รามางกูร) ว่า ผมพูดโอเคไหมเรื่องเศรษฐกิจ แม้แต่นักพูดอย่างท่านเฉลิมเราก็ต้องถามว่า ผมพูดเป็นไงบ้าง ท่านอดิศร ท่านจาตุรนต์ หรือ คนข้ามพรรคเพื่อประเมินตัวเอง”

ที่มาเป็นวันนี้ได้ สุทิน บอกว่า เพราะกล้าท้าทายกับความสุ่มเสี่ยงที่พรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นเป้าหมาย ถูกทำลายล้าง เมื่อไม่หวั่นไหว กล้าที่จะยืนสู้อยู่ จึงมีโอกาสได้แสดงบทบาทอย่างที่เห็น

“เรามีโอกาสย้ายพรรคมาก เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีคนมาชวนหลายพรรค มีสิ่งล่อใจ ข้อเสนอดีๆ เยอะ มีคนมาเสนอแกมขู่ให้ย้ายพรรค แต่เราไม่สน จึงมีวันนี้โอกาส และถือว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมือง ส่วนที่หนักที่สุดในชีวิตนักการเมือง ก็ตอนถูกควบคุมตัวไปขังสมัยปฏิวัติรัฐประหาร คสช. จับขึ้นรถตู้ขังเดี่ยว ทหารคุมตัววิ่งบนถนน 8 ชม. ช่วง 5 ปี ทหารก็ติดตามตลอด เราจะเล่นดนตรีย้อนยุคที่บ้าน ทหารก็มานั่งเฝ้า”

เป้าหมายทางการเมืองของสุทิน คือ อยากทำให้ประเทศเข้าสู่ร่องรอยประชาธิปไตยมากที่สุด เพื่อช่วยปัญหาทุกข์ร้อนชาวบ้าน เราต้องทำระบบที่ดีให้เขา คือ สร้างประชาธิปไตย และยังมีฝันคือ การได้เป็นดาวเด่นในสภา ให้เป็นที่ยอมรับในสังคม มีอิทธิพลต่อสภา ทั้งการพูด การแสดงบทบาท ให้สภารับฟังความคิด เพราะได้เห็นตัวอย่างจากสมัคร สุนทรเวช ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อุทัย พิมพ์ใจชน ที่พูดอะไรแล้ว คนทั้งสภาฟัง หรือเปลี่ยนทิศทางสภาได้ ซึ่งวันนี้ แม้ยังไม่ใช่ดาวสภา แต่ก็ภูมิใจที่สามารถกำหนดทิศทางสภาได้ระดับหนึ่ง

สำหรับ สุทิน คาดการณ์รัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ไม่เกิน 2 ปี จะลำบาก สิ่งสำคัญคือ วิกฤตศรัทธาประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจะค่อยๆ เริ่มเสื่อมลง หลายเรื่อง ทั้งความชอบธรรมทางการเมือง จากการเลือกตั้งที่มีปัญหา วิธีการตั้งรัฐบาลที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ การอยู่ของรัฐบาลก็ใช้วิธีซิกแซกและต่อไม้ต่อมือเป็นรายวัน การซื้องูเห่าเป็นรายจ็อบ ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน รวมถึงตัวนายกฯ ที่ไม่ค่อยปฏิบัติตามกฎหมายหลายเรื่อง

“ที่รัฐบาลจะไปไม่รอด คือ เรื่องแก้เศรษฐกิจไม่ได้ แม้ต่อให้คุณมีงูเห่าขนาดนั้น แต่ถ้าชาวบ้านไม่มีกิน รัฐบาลก็อยู่ยากลำบาก ในอดีตประเทศไทยไม่มีใครล้มรัฐบาลด้วยมือ เพราะรัฐบาลชนะเสียงในสภาตลอด ล้มไม่ได้ล้มที่มือ แต่ล้มที่กระแสสังคมจะไม่เอาคุณ โดยเฉพาะม็อบในมือถือนี่สำคัญกว่าม็อบบนท้องถนน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต