บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 08:12 น.

บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาอันสืบเนื่องจากการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย ไปจนถึงบัตรเกิน ต่อเนื่องไปจนถึงเรื่องการรับส่งบัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศล่าช้า และอีกหลายเรื่อง กำลังเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของ กกต. และยังอาจบานปลายไปสู่ความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การรายงานผลการเลือกตั้งช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้ง ที่แต่ละสื่อรายงานด้วยข้อมูลที่แตกต่างกันทั้งที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกันที่มาจาก กกต. จนทำให้เกิดความสับสนสำหรับประชาชนผู้ติดตามและเกิดความสงสัยถึงที่มาและความถูกต้องของชุดข้อมูล

ทั้งนี้ ทาง กกต.ชี้แจงว่า กกต.ได้ป้อนข้อมูลดิบให้กับสื่อมวลชนแต่ละสำนัก ซึ่งเป็นผลคะแนนที่ทาง กกต.ได้รับจากการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นแรพพิดรีพอร์ต ส่วนการนำเสนอออกไปทางจอทีวีของแต่ละช่องเป็นการตัดสินใจของแต่ละช่องเอง จึงทำให้คะแนนที่ออกมาอาจจะดูเหมือนไม่ตรงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบประมวลผลของแต่ละช่องที่นำมาใช้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีปัญหาความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล เนื่องจากเกิดจากความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล ที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนอาสามัครที่เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังยอมรับว่ามีผู้ที่พยายามจะเข้าถึงข้อมูลในระบบการรายงานผลคะแนนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อเนื่องมาจนถึงประเด็นเรื่องบัตรเกินในหลายพื้นที่ เช่น เขตเลือกตั้งที่ 9 กทม. พื้นที่หลักสี่ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตภายหลัง สิระ เจนจาคะ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คะแนนกลับมาพลิกชนะ สุรชาติ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิน้อยกว่าบัตรที่ลงคะแนน

กลายเป็นประเด็นที่ทาง ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบัตรผีโผล่ใน 10 จังหวัดที่เผยแพร่ในโซเซียลมีเดีย โดยมีการเปรียบเทียบจำนวนผู้มีสิทธิกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ อาทิ จ.เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช รวมทั้งข้อมูลในเขตหลักสี่ซึ่งมีบัตรเกินด้วย

 อีกด้านหนึ่งในโซเชียลมีเดียยังปรากฏคลิปวิดีโอการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งพบว่ามีการขานคะแนนผิดจากบัตรดีเป็นบัตรเสีย บัตรเสียเป็นบัตรดี จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ก่อนที่ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมายื่นหนังสือถึง  อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เพื่อขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตาม ม.11 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของข้าราชการ พ.ศ. 2540 โดยขอให้เปิดเผยข้อมูล 4 ประเด็น คือ

1.ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ 2.จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 3.จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร และ 4.จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากเห็นว่าการนับคะแนนเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลือบแคลงในความสุจริตเที่ยงธรรมในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องการไม่นับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง มีการประวิงเวลาในการนับคะแนนไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนลดลงของพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

โดยทั้งหมดทาง กกต.ระบุว่า ต้องใช้เวลาตรวจสอบ และจะแถลง อีกครั้งในวันที่ 29 มี.ค.โดยจะรวบรวมรายละเอียดข้อร้องเรียนต่างๆ จากทั้ง 350 เขต

ที่สำคัญ กระแสความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่นำมาสู่การล่ารายชื่อถอด กกต.ผ่านเว็บไซต์ change.org ซึ่งมียอดสูงกว่า 5 แสนคน และยังคงมีคนลงรายชื่อต่อเนื่อง

ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแต่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งของ กกต. ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่หากย้อนไปดูก่อนหน้านี้ กกต.ล้วนแต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองออกมาสะท้อนความเห็นว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้ที่จะจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยไม่ใส่ชื่อหรือโลโก้พรรคที่ถูกวิจารณ์จนต้องนำไปปรับแก้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงล้วนแต่สร้างความไม่มั่นใจให้กับบรรดาผู้สมัครและประชาชนคนทั่วไปว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นน่าเชื่อถือเพียงไร เมื่อยังมีปัญหาในการนับคะแนนจนถึงเรื่องบัตรเกิน ยังไม่รวมกับประเด็นการทำหน้าที่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับบรรดาผู้สมัครในช่วงเวลานับจากนี้ ซึ่งจะถือเป็นอีกกระบวนการสำคัญ และยังมีผลต่อเนื่องไปถึงความพยายามในการรวมเสียงจับขั้วตั้งรัฐบาลในเวลานี้

โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้อันถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ที่สองพรรคใหญ่ที่มีคะแนนสูสีต้องพยายามทำทุกทางเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งนับจากนี้ ย่อมมีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลในอนาคต

ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องระมัดระวังและเร่งสร้างความเชื่อมั่น ชี้แจงในประเด็นความเคลือบแคลงต่างๆ ของสังคมให้หมดไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการไม่ยอมรับผลเลือกตั้งที่จะยิ่งกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองในเวลานี้

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ