"ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!" น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:31 น.

"ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!" น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

กรุงเทพฯถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีผลในแง่จิตวิทยา

**********************

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคต่างมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นๆ และยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะมีผลในแง่จิตวิทยาอันจะช่วยเสริมเสถียรภาพของพรรคการเมืองนั้นๆ ในระยะยาว

จากเดิมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งรอบนี้ปรากฏว่ามีคู่แข่งจากหลายพรรคที่ร่วมลงชิงชัยในสนามนี้จำนวนไม่น้อย ทำให้รูปแบบการแข่งขันและยุทธศาสตร์ที่ใช้ต้องแปรเปลี่ยนไปด้วย

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 จากพื้นที่ กทม.ทั้งหมด 33 เขต เพื่อไทยได้ 10 ที่นั่ง ​แต่การเลือกตั้งรอบนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ซึ่งเป็นผลกระทบทางกายภาพ ซึ่งพรรคจะมีการพูดคุยหารือวางตัวผู้สมัครให้ลงตัวมากที่สุด

“ถามว่ายากขึ้นไหม ต้องบอกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งยากทุกครั้ง แต่จะบอกว่ายากกว่าเดิมหรือเปล่า ตรงนี้พูดยาก แต่การเลือกตั้งทุกครั้งยากเหมือนกัน เพราะว่าการเลือกตั้งเป็นการนำเสนอแนวทางในหลายมิติให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบข้อมูลและใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจเลือก”

อย่างไรก็ตาม ​เนื่องจากเงื่อนไขที่พูดว่าหลายมิตินั้น​ เวลานี้มีบางมิติที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม การเลือกตั้งทุกครั้งเลยยาก ขึ้นอยู่กับบริบทการเลือกตั้งว่ามีเรื่องไหนประชาชนสนใจมากที่สุด และจะได้นำเสนอแนวทางเป็นการแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ในห้วงเวลานั้นได้ดีที่สุด

น.อ.อนุดิษฐ์ มองว่าการที่พื้นที่ กทม.มีผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นคู่แข่งหน้าใหม่นั้น น่าจะส่งผลต่อรูปแบบและภาพรวมในการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้ง 2554 เป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่เมื่อมีพรรคจำนวนมากอาสาเข้ามาทำหน้าที่ตัวเลือกให้กับประชาชน หลังจากนี้จะเป็นเรื่องการนำเสนอแนวทางนโยบายเป็นตัวเลือก

ส่วนจะมีผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน ทุกคนจะได้ทราบกันในวันลงคะแนน ส่วนถามว่าหนักใจกับคู่แข่งพรรคไหนมากกว่ากันนั้น ขณะนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะให้ความสนใจกับการนำเสนอแนวทางของพรรคให้กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เราคงไม่ไปกังวลกับการหาเสียงของพรรคอื่น​ แต่ให้ความสำคัญกับแนวนโยบาย การแก้ไขปัญหาเรื่องของความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งเพื่อไทยได้คิดและหาแนวทางนำเสนอกับพี่น้องประชาชน

ในแง่ตัวผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคเวลานี้ แทบจะเหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือมีทั้งผู้สมัครเดิมที่เป็นอดีต สส. อดีตผู้สมัคร รวมทั้งมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่ต่างจากในอดีตเท่าไร

ถามว่าประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้จาก 30 เขต เพื่อไทยจะได้กี่เขต น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​การที่เราจะได้รับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น​ ปัจจัยสำคัญคือ​พรรคเพื่อไทยจะสามารถนำเสนอแนวทางรับใช้ประชาชนให้ดี ตอบโจทย์ในสิ่งที่พี่น้องประชาชนพอใจหรือเปล่า ถ้าเราทำได้ดีก็เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจ​ให้เป็น สส.กทม.มากขึ้น

“แต่ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะได้เท่าไร ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การรณรงค์หาเสียง ยังไม่ได้นำเสนอนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม และในฐานะส่วนตัวที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเขียนนโยบายด้วย เชื่อมั่นว่าหลายปีหลังรัฐประหารเราทำการบ้านค่อนข้างดี เราลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับมานั้น หลังจากได้วิเคราะห์สังเคราะห์มาเป็นอย่างดีจนนำไปสู่การกำหนดนโยบาย จะเป็นแนวทางหลักสำคัญ​ปลดล็อกแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้”

สำหรับนโยบายนั้นปัญหาของคน กทม.อันดับหนึ่งเวลานี้คือเรื่องเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสังคม อาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข ตรงนี้จะเป็นนโยบายหลักสำคัญในการหาแนวทางยกระดับปัญหาปากท้องของคน กทม.ให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับเรื่องการขับเคลื่อนโยบายด้านสังคม ผู้สูงอายุ สาธารณสุข อาชญากรรม

“นโยบายใหม่ส่วนใหญ่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนและจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว อย่างเรื่องปากท้อง การขาดสภาพคล่อง ขาดรายได้ เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะทำให้ประเทศเกิดสภาพคล่อง มีรายได้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ และเพื่อไทยมีประสบการณ์ เราเคยคิดและทำสำเร็จ ​พร้อมทั้งจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์”​

ทั้งนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ถือเป็นอีกกลุ่มที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เพราะพรรคให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มรวมถึงคนรุ่นใหม่ กลุ่มเป้า​หมายซึ่งเขาเพิ่งจะได้มีโอกาสใช้สิทธิครั้งแรก ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความต้องการแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ พรรคจึงมีนโยบายเพิ่มโอกาสสร้าง “เถ้าแก่ใหม่” ให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ ​

ส่วนที่มองกันว่าฐานเสียงของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยทับซ้อนกันโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. จนอาจทำให้เพื่อไทยได้ สส.น้อยลงนั้น น.อ.อนุดิษฐ์​ กล่าวว่า การวิเคราะห์ลักษณะนี้อาจยังไม่ครบถ้วน เพราะการมีพรรคการเมืองสร้างคะแนนนิยมให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่เฉพาะกลุ่ม นั้นส่งผลกระทบกับทุกพรรคการเมืองไม่เฉพาะกับพรรคเพื่อไทย และถือเป็นเรื่องดีที่ทุกพรรคจะหันมาเอาใจใส่ดูแลคิดนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จะพบว่าประชาชนตื่นตัวมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาลงคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนพื้นที่เป้าหมายหรือพื้นที่ค่อนข้างยากของพรรคนั้น ต้องบอกว่าทุกพื้นที่มีความยากเหมือนกันทั้งสิ้น ​ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญของเพื่อไทยที่ต้องทำงานหนักและนำเอานโยบายที่คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนำไปเปรียบเทียบ และตัดสินว่าประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยอีกหรือเปล่า

“คงต้องขอเข้าสู่โหมดรณรงค์ นำเสนอนโยบายอีกสักพัก ถึงพอจะประเมินสถานะของพรรคได้มากขึ้น แต่ตอนนี้คงต้องตั้งใจนำเสนอบุคลากรและเสนอนโยบาย​ แนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศให้พี่น้องประชาชนรับทราบก่อน แต่ถ้ามองตอนนี้ต้องบอกว่ายากเหมือนกันทุกเขต ​แต่หลังจากเปิดตัว ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบาย หลังจากนั้นได้ฟังฟีดแบ็กประชาชนคงพอจะเห็นทิศทาง​แต่ตอนนี้คำตอบคือยากทุกเขต”

เวลานี้ในแง่ความเป็นเอกภาพภายในพรรคถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญ ดังจะเห็นจากบุคลากร ผู้บริหารมีความเป็นมืออาชีพ ทำงานเป็นทีมแข็งแกร่ง ส่วนกระแสข่าวเรื่องความขัดแย้งของแกนนำเป็นเรื่องของกระแสข่าว ในความเป็นจริงพรรคไม่มีความขัดแย้ง การทำงานราบรื่นสามัคคีทำงานเป็นทีม

ถามว่าเลือกตั้งครั้งนี้หนักใจเรื่องอะไรมากที่สุด น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​กติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งทุกครั้ง ทั้งการรณรงค์หาเสียงซึ่งผู้สมัครต้องให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกระทำการอะไรที่เข้าข่ายความผิด ซึ่งมีรายละเอียดเยอะ​และหลายเรื่องทำให้การหาเสียงยากขึ้นทั้งจำนวนป้ายหาเสียงที่ลดลง

“ที่สำคัญคือข้อห้ามปฏิบัติที่ไม่ระบุให้ชัดเจน แต่เป็นการกล่าวในภาพรวม​และเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบเกิดขึ้น ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาบนดุลพินิจ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังลำบาก เพราะการใช้ดุลพินิจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะบุคคลหรือบุคคล เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนทำได้ไม่ได้ เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ทุกอย่างเป็นดุลพินิจ ตรงนี้ยากสุด” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ