แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การเมืองไทยกำลังสาละวนกับกระแสข่าวดูดอดีต สส. แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่าการปฏิรูปประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

การปฏิรูปตำรวจที่ผ่านมา มักถูกมองว่าไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด จนหลายฝ่ายเริ่มกังขาว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับภารกิจนี้หรือไม่ แต่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการลบคำสบประมาทด้วยการตั้งกระบี่มือหนึ่งอย่างมีชัยเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้

คณะกรรมการของมีชัยได้เดินหน้าทำงานเป็นระยะ และสามารถทำร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติเสร็จเกือบ 100% ซึ่งมีหลักการใหม่ที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการยกเลิกคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เหลือแต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และให้โอนภารกิจของ ก.ต.ช. ทั้งหมดมาอยู่ที่ ก.ตร.แทน ซึ่งหมายความว่า ก.ตร.จะทำหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร. จากเดิมที่เป็นอำนาจของ ก.ต.ช. ไม่เพียงเท่านี้ ก.ตร.ยังเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงบางตำแหน่งด้วย

นอกจากนี้ เกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1.อาวุโส 2.ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด มีหลักฐานและมีดัชนีชี้วัดชัดเจน และ 3.ความพึงพอใจของประชาชน โดยหากมีการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์เกิดขึ้น และศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำผิด ให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 

ที่สำคัญยังได้แบ่งสายงานของตำรวจออกเป็น 4 สายงาน หรือ 4 แท่ง ประกอบด้วย แท่งที่ 1 งานสืบสวนสอบสวน แท่งที่ 2 งานป้องกันปราบปราม แท่งที่ 3 งานเทคนิคและวิชาการ และแท่งที่ 4 งานบริหารและอำนวยการ

แท่งที่ 1 ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน ยกระดับให้เป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่ง มีระบบศึกษาอบรม และจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีเกียรติโดยเทียบเคียงกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น ส่วนแท่งที่ 2 3 และ 4 ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางตามลักษณะของหน่วยงาน

2.คุณสมบัติของ ผบ.ตร. เส้นทางของนายตำรวจที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของ สตช.นั้นต้องผ่านเกณฑ์ด้าน “ระยะเวลา-พื้นที่-การประเมินรายบุคคล” สรุปในภาพรวมคือ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรจะต้องดำรงตำแหน่งระดับชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารวัตรไปจนถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งหมด 33 ปี ถึงจะมีโอกาสได้เป็นแคนดิเดตตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะที่ตัวเองมีอายุประมาณ 55 ปี การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นมานั้นต้องการป้องกันการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บางบุคคล ซึ่งในอดีตเคยมีการทำกันมาแล้วจนที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์

3.การปรับลดภารกิจของตำรวจ เป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ โดยได้กำหนดหลักการให้ตำรวจกระจายภารกิจที่ไม่ได้เป็นงานของตำรวจโดยแท้ออกไปให้องค์กรอื่นที่มีความพร้อม โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ อย่างงานจราจรที่ครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกในการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร และงานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมายให้โอนให้ท้องถิ่นภายในระยะเวลา 2-3 ปี 

เช่นเดียวกับภารกิจของตำรวจรถไฟในส่วนที่ดูแลความปลอดภัยภายในขบวนรถไฟกำหนดให้โอนไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ ในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลคดีที่เกิดในขบวนรถไฟ ให้อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสถานีตำรวจที่ขบวนรถไฟแล่นผ่าน โดยให้เจ้าพนักงานสอบสวนตามรายทางรถไฟมีอำนาจสอบสวนได้ 

4.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เป็นกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกรณีที่จะเข้าไปรับบริการจากตำรวจให้ง่ายขึ้น อาทิ ให้พนักงานสอบสวนในทุกสถานีมีหน้าที่และอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในท้องที่ใด และเมื่อรับแล้วต้องสอบสวนเบื้องต้นเท่าที่จะพึงทำได้ และส่งไปยังพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเร็ว ซึ่งเรื่องนี้จะครอบคลุมไปการกระทำผิดทางอาญาบนยานพาหนะด้วย

หรือไปจนถึงกรณีบัตรประชาชนที่เจ้าของบัตรเดิมต้องแจ้งความก่อนถึงจะสามารถทำบัตรประชาชนใหม่ได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามากำหนดให้ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แต่ให้สามารถไปแจ้งที่หน่วยงานของรัฐที่ออกบัตรได้เลย และให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการรับแจ้งและออกบัตรให้ใหม่

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ