ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:39 น.
ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อารมณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความแปรปรวนสูงจึงมักแสดงออกทางอารมณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะต่อหน้าสื่อมวลชน จู่ๆ นึกอยากจะเล่นบทเฮฮาปล่อยมุขตลกๆ หยอกล้อหรือบางวันฉุนเฉียวหงุดหงิดเอาดื้อๆ จนเผลอหลุดคำพูดที่ฟังแล้วขัดหูประชาชนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะคิดได้แล้วออกมาขอโทษ!

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี “บิ๊กตู่” ออกมากล่าวคำขอโทษนับครั้งไม่ถ้วน สาเหตุอาจจะ 1.เพราะคำพูดตัวเองที่หลุดปากใส่อารมณ์ออกไป 2.หงุดหงิดฉุนเฉียวจากนโยบายรัฐบาลเองที่ถูกสังคมตำหนิ จึงทำให้ “บิ๊กตู่” โกรธ และ 3.ต้องออกโรงมาขอโทษแทนรัฐมนตรีใน ครม.ที่ทำพลาด จนทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงมาขอโทษเพื่อดับกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างเช่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษสื่อที่อารมณ์เสียกับคำถามสื่อที่ถามถึงสถานะเงินคงคลังจนก่อกระแสรัฐบาลถังแตกเป็นต้นเหตุใช่หรือไม่ แต่สุดท้าย“บิ๊กตู่” ออกมาขอโทษ

“ขอโทษเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการประชุมที่พิจารณาหลายเรื่อง และเมื่อออกมาก็เจอปัญหา และทราบว่ากระทรวงการคลังชี้แจงไปหลายรอบ แต่เมื่อถูกถามซ้ำอีกก็ไม่ไหวขอให้เข้าใจ ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขอย่างเดียว ต้องปฏิบัติด้วยฉะนั้นยอดเงินอะไรต่างๆ กู้มากหรือกู้น้อย ก็กู้มาทุกรัฐบาล ซึ่งช่วงใดต้องใช้เงินมาก ก็กู้มากแล้วใช้หมด แต่ถ้าช่วงไหนกู้เงินแล้วไม่ได้ใช้ ก็ควรปลดล็อกไปบ้าง” บิ๊กตู่ กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

แต่บางเรื่องที่ “บิ๊กตู่” โมโหและหลุดใส่อารมณ์โกรธออกไป เพราะนโยบายรัฐบาลเองที่ออกมาแล้วโดนสังคมตำหนิ เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2560 ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ จนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์  ต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “รัฐบาลก็ขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนในการใช้รถใช้ถนน แต่ทั้งนี้ก็เพราะความห่วงใยจากใจพวกเราทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการเดินหน้าประเทศไทย หลังจากนั้นจึงออกคำสั่งถอยไม่เข้มงวดการคาดเบลต์ และห้ามนั่งท้ายกระบะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะกลัวจะทำให้บรรยากาศการกลับบ้านของพี่น้องประชาชนกร่อย 

หรือเมื่อ วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ยอมออกมาขอโทษนักการเมืองกรณีที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง บุกเข้าค้นบ้านพัก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และทำให้นักการเมืองคนดังกล่าวเสียชื่อเสียง โดยนายกรัฐมนตรีต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “ต้องขอโทษที่ทำให้เสียเกียรติยศ หากไม่พบก็คือไม่พบ แต่ยืนยันว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือมีข้อมูลไปพาดพิงถึงลูกน้องหรือผู้เกี่ยวข้อง  ไม่ได้พาดพิงถึงตัวเจ้าของบ้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ไม่ได้เล่นเกมบ้านเมืองหรือเล่นเกมการเมือง”

อีกชนวนเหตุที่ทำ “บิ๊กตู่” หงุดหงิดบ่อยๆ เพราะความไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาลเอง  เช่น เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวขอโทษสื่อมวลชน ที่โมโหคำถามสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู  ว่า “เราทำครั้งนี้เรียบร้อยก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป ก็ต้องขออภัยในความยุ่งยากด้วย เพื่อจะได้เข้ามาอย่างถูกต้อง เราไม่สามารถจะอนุญาตให้เข้ามาก่อน ให้มาขึ้นทะเบียนแล้วมาพิสูจน์สัญชาติภายหลังได้อีกต่อไป มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำผิดกฎหมายอีก” นายกรัฐมนตรี กล่าวขอโทษผ่านรายการศาสตร์พระราชา พร้อมกับหยอดคำหวานต่อหน้าสื่อว่า ผมไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่น่ารักที่สุด แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่ตอบคำถามทุกเรื่อง

แต่คำขอโทษของ “บิ๊กตู่” บางครั้งต้องจำใจแสดงออกมา เพราะต้องออกโรงมาปกป้องรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล เช่น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นรัฐมนตรี ที่หลุดตะหวาดและอารมณ์เสียใส่สื่อบ่อยเป็นอันดับสองรองจาก “บิ๊กตู่” เมื่อเจอคำถามจี้ใจดำโดยเฉพาะประเด็นที่พาดพิงกองทัพด้านลบ หากจำได้เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษแทน “บิ๊กป้อม” ไม่เช่นนั้นกระแสสังคมจะโจมตีรัฐบาลว่าปกปิดการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของนักเรียนเตรียมทหาร ภัคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่ “บิ๊กป้อม” ดันหลุดปากพูดว่า “ผมก็เคยโดนซ่อมจนสลบ แต่ไม่ตาย” จนทำให้หัวใจพ่อแม่ น้องเมย ต้องเจ็บซ้ำกับคำพูด “บิ๊กป้อม”

“ขอโทษแทนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าไม่ต้องการปกป้องใคร เพราะหากปกป้องอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ก็คงหาความสุขไม่ได้เช่นกัน และขณะนี้กำลังพยายามหาข้อเท็จจริงทางลับ เราสูญเสียหนึ่งชีวิตที่มีคุณค่าของชาติ โดยไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น” นายกฯ กล่าวขอโทษ

ฟิวส์ขาดล่าสุด เป็นเหตุการณ์กระทบคะแนนนิยมต่อนโยบายรัฐบาล เมื่อครั้ง “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. 2560  พล.อ.ประยุทธ์ พูดกับชาวบ้านที่ จ.ปัตตานีระหว่างลงพื้นที่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ว่า “อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจหรือเปล่า ผมฟังอยู่นี่ พูดให้ดีๆ ก็ได้ ” และในวันเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีก็กล่าวขอโทษ ที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดและใจร้อนออกมา เพราะทำงานเยอะ จึงหลุดปากตะหวาดใส่ชาวบ้านไปแบบนั้น

“เสียใจที่ได้ว่ากล่าวชาวประมงไปเมื่อวานนี้ที่ปัตตานี แต่ขอให้เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลได้แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงของไทย  สามารถอยู่รอด ส่งออกได้ สอดคล้องกับพันธสัญญาที่เราต้องดำเนินการ รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ ให้การประมงของเราเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับ ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่ร้องเรียนมา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูอย่างละเอียดแล้ว” นายกฯ กล่าวขอโทษ

คำ “ขอโทษ” ต่อหน้าสาธารณชนของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ละคำพูดมีนัยสำคัญทางการเมืองต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลโดยตรงยิ่งประชาชนได้ยินคำขอโทษจาก “บิ๊กตู่” บ่อยๆ

ปี 2561 ที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นห้วงเวลาเข้าสู่โค้งสุดท้ายในการครองอำนาจ การสร้างคะแนนนิยมเพื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ดูจะมีเรื่องของอารมณ์เป็นตัวแปรสำคัญด้วย มิแปลกที่เจ้าตัวถึงกับให้สัญญาส่งท้ายปีไว้ว่า “สัญญาว่าในปี’61 จะเป็นนายกฯ ที่อารมณ์ดี พูดจาไพเราะตามที่ประชาชนต้องการ แม้จะมีใครพยายามทำให้หงุดหงิดก็ตาม”