ครบรอบ4ปีรัฐประหารทหาร-ตร.คุมเข้ม 454 จุดทั่วกรุง

วันที่ 06 ก.ย. 2553 เวลา 19:41 น.
เจ้าหน้าที่ทหารจัดกำลังเข้าดูแลความปลอดภัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง และอีก454จุดทั่วกรุงเทพฯซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการก่อเหตุรุนแรง ในช่วงวันครบรอบ 4 ปี การทำรัฐประหารรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในวันที่ 19ก.ย.นี้

โดย....กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในวันที่ 19 ก.ย. ที่จะถึงนี้จะครบรอบ 4 ปีการทำรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ และแน่นอนว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ต่างก็ต้องเฝ้าระวังเหตุการณ์รุนแรงอย่างเต็มที่ เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีพร้อมสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง-ขึ้นได้ทุกเมื่อ

ด้วยพื้นที่กทม.ยังคงพ.ร.ก.บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จึงประกาศตั้งจุดสกัดพื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันเหตุร้ายถึง 454 จุด หลังจากก่อนนี้มีเหตุการณ์ “บึ้ม” หน้าสำนักงานคิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำถึง 2 ครั้งซ้อน และะล่าสุดคนร้ายยิงเอ็ม 79 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11  เมื่อสัปดาห์ก่อนอีก

นั่นสะท้อนว่าสถานการณ์ความรุนแรงในบ้านเมืองเรายังไม่น่าไว้วางใจได้

เจ้าหน้าที่ทหารเข้ารักษาความปลอดภัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม

อย่างไรก็ตาม จุดที่ศอฉ.สั่งเฝ้ามากเป็นพิเศษ คือ เขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ศูนย์การค้า สถานีโทรทัศน์ สถานีขนส่ง หรือแม้แต่บ้านพักของบุคคลสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะมีการปูดข่าวการลอบสังหารบุคคลสำคัญด้วยแล้ว หลายสถานการณ์ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จึงไม่อาจประมาทได้

เจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งส่งกำลังมารักษาความปลอดภัยบริเวณสถานีรถไฟใต้ดินที่สำคัญๆ เช่น สถานีจตุจักร สถานีสีลม สามย่าน หัวลำโพง และสุขุมวิท ระบุว่า ทางกองทัพมีคำสั่งให้มีการสับเปลี่ยนกำลังดูแลความปลอดภัยตลอดเวลาการให้บริการ และยังไม่ทราบกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจนี้ ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย

นายทหารยศพันโทนายหนึ่ง เปิดเผยว่า กำลังที่เข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยจุดเสี่ยงกทม.ในช่วงนี้ว่า ส่วนใหญ่ที่มาจากจ.พิษณุโลก แต่ไม่ทราบสาเหตุผลในการใช้กำลังแต่อย่างใด

“อีกอย่างก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก เนื่องจากเป็นคำสั่งของทางเบื้องบน เกรงว่าข้อมูลจะรั่วไหล แต่ขอให้ประชาชนวางใจได้ เจ้าหน้าที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มกำลังอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ก็ขอให้แจ้งตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ทหารที่พบเห็นได้ เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลสังคมอีกทางหนึ่ง” นายทหารยศพันโท ระบุ

ขณะที่พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก บชน. เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมร่วมกับ ศอฉ.ได้มีมาตราการป้องกันเหตุร้ายออกมา โดยเป็นการประสานงานร่วมกันกับกองทัพภาคที่ 1 ตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ จะออกเป็นแผนปฏิบัติการพิเศษ 3 มาตรการ และแบ่งพื้นที่ในการเฝ้าระวังออกเป็น 3 ระดับ ครอบคลุมทั้งหมด 454 จุด

ส่วนที่หนึ่ง เป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เช่น เขตพระราชฐาน, บ้านพักบุคคลสำคัญ, สถานีขนส่ง รวม 130 จุด โดยมีการวางกำลังอย่างเข้มงวดภายในรัศมี 400 เมตร ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเพิ่มเติมหน่วยลาดตระเวนเดินเท้า

ส่วนที่สอง พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ เช่น สถานที่ราชการ, บ้านพักบุคคลสำคัญอื่นๆ และจุดที่เป็นเป้าหมายเชิงการเมือง รวม 198 จุด โดยจะมีการเพิ่มด่านตรวจบริเวณใกล้เคียง และใช้กำลังเสริมของเจ้าหน้าที่ ทำงานร่วมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

ส่วนที่สาม คือพื้นที่เฝ้าระวังอื่น ๆ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า, ธนาคาร และสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน รวม 136 จุด ซึ่งจะเน้นการเฝ้าระวัง โดยการอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในเบื้องต้น

“นอกจากนี้ ยังเตรียมชุดปฏิบัติการพิเศษอีก 10 ชุด เพื่อเข้าคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วหากเกิดเหตุร้าย และยังมีการปรับปรุงกล้อง cctv ของกทม.ให้อยู่สภาพที่พร้อมใช้งานมากที่สุด” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว

พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม ในฐานะดูแลพื้นที่ถนนข้าวสาร ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมาก ระบุว่า ทางตำรวจไม่ได้ประมาท โดยเฉพาะพื้นที่ตรอกข้าวสารที่ต้องวางกำลังป้องกันเหตุร้ายกันอย่างเต็มร้อย หย่อนยานไม่ได้ เพราะถนนข้าวสารเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียง ชาวต่างชาติรู้จักดี หากเกิดเหตุร้ายจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายอย่างหนัก

“ไม่ว่าในวันครอบรอบรัฐประหาร หรือวันใดๆ ก็ตามที่มีการชุมนุมทางการเมือง เราจะไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวเด็ดขาด”

พ.ต.อ.ขิง กล่าวอีกว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่จะใช้ตำรวจของสน.ชนะสงครามเป็นหลัก แต่ก็มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารด้วยเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยร่วมกัน และขณะนี้ก็เริ่มมีทหารเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่ดูดี เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวรู้สึกอุ่นใจ

“แต่ทหารก็เข้ามาไม่เยอะ เพียงครั้งละ 5-6 นาย แต่ก็มีอาวุธครบมือ ซึ่งตำรวจไม่อยากให้เข้ามามากเกินไป เกรงว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวแตกตื่นเสียเปล่า” ผกก.สน.ชนะสงคราม กล่าว

อย่างไรก็ตาม การวางกำลังและการวางแผนเฝ้าระวังพื้นที่เสียงทั้งหมดนี้ คงต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการคอยแจ้งเบาะแสด้วย เพื่อให้การปฏิบัติที่รักษาความปลอดภัยบรรลุผล และไม่เกิดเหตุร้ายจนส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวม