"จตุพร"แจงปมครหายันนปช.ไม่เกี่ยว"ธรรมกาย"เตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียว

วันที่ 19 มิ.ย. 2559 เวลา 08:04 น.
"จตุพร"แจงปมครหายันนปช.ไม่เกี่ยว"ธรรมกาย"เตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียว
โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ/วิรวินท์ ศรีโหมด

นับวันปัญหาการเข้ามอบตัวของ “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะยิ่งทวีความรุนแรง และบานปลายขึ้น หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลังขอเข้าค้นวัดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อตามหาเจ้าอาวาสผู้อาพาธ แต่กลับไม่เจอแม้แต่เงา เนื่องจากถูกพลังของศิษยานุศิษย์ นั่งตากแดด ตากลม ตากฝน ขัดขวาง พร้อมประกาศลั่นว่า พระธัมมชโย จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้น นี่จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองว่า ปัญหาของพระอาพาธรูปนี้อาจไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ แต่อาจมีกลิ่นอายของการเมืองเข้ามา และอาจจะจบไม่สวย

สำหรับฝ่ายที่ถูกพูดถึงมาตลอดอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.  ยืนยันว่า นปช.ไม่เกี่ยว รวมถึงตนเองก็ไม่เคยเข้าไปในวัดพระธรรมกาย เพราะมองว่าวัดพระธรรมกายทุกฝ่ายสามารถเข้าไปได้ เหมือนกับวัดบวรนิเวศวิหารที่ตนเองนับถือนั้น แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังเคยไป ดังนั้นวัด ยังไงก็คือวัด ไม่มีสิทธิเลือกคน หรือปิดประตูไม่ให้ใครเข้า และจากกรณีดังกล่าวอาจจะเป็นมากกว่าน้ำผึ้งเต็มบาตร ที่หนักกว่าน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะความศรัทธาในเรื่องของศาสนานั้นมันน่ากลัว และสูงกว่าเรื่องของการเมือง

สำหรับปรากฏการณ์ที่ทาง ดีเอสไอ กำลังดำเนินกับทางวัดพระธรรมกายจะมีความเชื่อมโยงกับการเมืองหรือไม่ จตุพร มองว่า เรื่องนี้ถ้าดูทางคดีจะไม่มีปัญหาเลย ถ้าหากขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาครั้งแรก ดีเอสไอ ยอมเข้าไปในวัดพระธรรมกาย และปล่อยให้หลังจากนั้นก็ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถต่อสู้ทางคดีความ เหมือนกรณีการชุมนุมของตนเองเมื่อปี 2553 ซึ่งมีโทษร้ายแรงกว่าถึงขั้นประหารชีวิต แต่ทาง ดีเอสไอ ก็ยังสามารถเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาได้ถึงเวที นปช. ที่ราชประสงค์

“ทำไมครั้งนี้จึงเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกายไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้มองว่า อาจเป็นการถือศักดิ์ศรีจนเกินความจำเป็น และตั้งข้อสังเกตว่าการแจ้งข้อกล่าวหาคดีสำคัญ ที่ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ออกมา หากนำไปบริจาคให้กับใครก็ควรดำเนินคดีกับทุกคน ไม่ใช่บริจาคให้วัดพระธรรมกาย รัฐก็จะดำเนินคดีกับเฉพาะทางวัด แล้วช่วงที่ผ่านมาศิษยานุศิษย์ก็รวบรวมเงินและทยอยคืนจนเกือบครบแล้ว แต่ในทางกลับกันกับรายอื่นยังไม่เคยคืนสักบาท ทำไมจึงไม่ดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้จึงมีการตั้งข้อสงสัย” จตุพร กล่าว

นอกจากนี้ จตุพร ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า วันที่ทางพระธัมมชโยจะเข้ามอบตัวที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทำไมทางเจ้าหน้าที่จึงต้องเตรียมกำลังไปถึง 2,350 คน ซึ่งตรงนี้จึงทำให้เป็นเรื่องที่ไม่สบายใจของแต่ละฝ่าย เพราะมองว่าการที่พระอาพาธรูปหนึ่งจะเข้ามอบตัวทำไมจึงต้องเตรียมกำลังมากขนาดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้วางใจกันอยู่แล้ว ตั้งแต่กรณีเรื่องการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จสังฆราช ให้เป็นสังฆราช มันจึงตกอยู่ในสภาพแบบนี้

จตุพร มองอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาคู่ขัดแย้งของวัดพระธรรมกาย รวมถึงวัดปากน้ำ และคณะสงฆ์โดยรวม อย่างพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย หรือแม้แต่ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระวัดพระธรรมกาย และไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  ก็เปรียบเสมือนเข็มทิศ ที่คอยชี้ให้รัฐดำเนินตาม แต่ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ไม่ว่าจะฝ่ายธรรมยุต หรือมหานิกาย ต่างมีเสียงประสานเดียวกัน แต่เมื่อถึงขั้นนี้สิ่งเดียวที่สำคัญ คือ รัฐต้องระวังเรื่องการดำเนินการ

“เหมือนอย่างกรณีที่ นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำละศีลอด เดือนรอมฎอนให้ชาวมุสลิม แต่วันรุ่งขึ้นกลับไปจับพระวัดพระธรรมกาย ซึ่งเรื่องนี้มันมีความละเอียดอ่อน ทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิม ดังนั้นควรระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง” จตุพร กล่าวยกตัวอย่าง

จตุพร ยกอีกตัวอย่างว่า วัดอ้อน้อยของพระพุทธะอิสระ ที่มีพระสงฆ์อยู่วัดเพียงไม่กี่รูป เพราะที่เหลือศิษยานุศิษย์ต่างก็เป็นหน่วยการ์ดจากเวทีแจ้งวัฒนะ แต่หากเทียบกับวัดพระธรรมกายที่มีคนอยู่ในสารบบทั่วโลก กว่า 6 ล้านคน ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงคนเสื้อแดง เนื่องจากวัดไม่สามารถปฏิเสธว่าคนที่เข้าวัดจะต้องเป็นสีอะไร มีความเชื่อทางการเมืองอะไร ซึ่งที่แห่งนั้นก็มีทุกฝ่าย เรื่องนี้จึงมองว่าเรื่องของความศรัทธานั้นห้ามกันไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะต้องระมัดระวังในการดำเนินการใดๆ ทั้งเรื่องความอ่อนไหว และความเชื่อ

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่นำกำลังไปล้อมวัดพระธรรมกายนั้น จตุพร มองว่า ในฐานะที่เคยนำมวลชนมาก่อน มองว่า มวลชนยิ่งเป็นผู้อาวุโสยิ่งน่ากลัว และยิ่งทางวัดมีการวางระบบบริหารจัดการอย่างดี โดยดูได้จากการนั่ง เวลามีพิธี แม้แต่ กปปส. หรือ นปช. องค์กรไหนก็ไม่สามารถสู้ได้เลย เพราะถือเป็นทัพธรรมที่มีระเบียบวินัย และผู้ที่ร่วม มีทุกช่วงวัย ช่วงอายุ มีตั้งแต่เศรษฐี ไปถึงคนยากจน ซึ่งเรื่องนี้มองว่า ถ้ารัฐเข้าไปในสถานที่ที่มีคนศรัทธา และหากเกิดการกระทบกระทั่ง เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ก็ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ได้

“รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมรัฐจึงต้องไปทะเลาะกับเรื่องความเชื่อของคน ทั้งที่เรื่องนี้รัฐควรมีทางเลือกหรือวิธีการจัดการอย่างอื่น เช่น อาจไปแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งที่ ดีเอสไอหรือถึงเตียงพระธัมมชโย และจากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งก็ควรสู้คดีกันไป แต่ก็อาจใช้เวลานาน แต่ทำไมรัฐจึงไม่เลือกเส้นทางนี้ ทั้งที่ทำได้”จตุพร ระบุ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าพระธัมมชโย ควรทำอย่างไร หลังศาลอนุมัติออกหมายจับ จตุพร แนะนำว่า ก็ไม่ควรปฏิเสธการมอบตัว ซึ่งก็อาจให้เหตุผลว่าอาพาธก็ได้ แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่กุฏิที่พักรักษาตัวภายในวัด แต่การที่ดีเอสไอบอกว่า ถ้าให้มาที่ดีเอสไอ แล้วจะให้ประกันตัว เมื่อนั้นหากสังคมมองว่าอยู่ดีๆ คนที่ป่วยเมื่อได้ยินอย่างนั้น และรีบไป ก็จะเป็นวิธีการทำลายความศรัทธา เพื่อต้องการบอกให้ผู้อื่นรู้ว่า พระไม่ได้อาพาธจริง  แต่เมื่อถึงตอนนี้พระอาพาธจริง และเวลาก็ล่วงเลยมาถึงขณะนี้ เวลาที่เกิดการไม่ไว้ใจกัน และบอกว่าจะมอบตัวเมื่อถึงเวลาที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ทีนี้ถ้าจะจบ ต้องใช้เวลากี่วัน

ช่วงท้าย จตุพร แนะนำว่า ทางออกของเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลดำเนินการอย่างไม่เข้าใจ ก็จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว และทำให้เรื่องลุกลาม บานปลายไปเรื่องอื่น ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็มีปัญหามากอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐควรดำเนินการอย่างที่ทำกับบุคคลอื่น เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ เหมือนอยู่บนเส้นด้าย เพราะเมื่อทางวัดบอกว่า จะมอบตัวในวันที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐควรที่จะต้องคิดเหมือนกันว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น ต่อจากนี้จะเกิดอะไรอีก และควรที่จะต้องทำอย่างไร ทำไมเหตุการณ์ถึงเดินมาไกลขนาดนี้