แฟ้มลับทำเนียบแดงหด1.5 หมื่นคน แกนนำเปิดศึกชิงน้ำเลี้ยง

วันที่ 19 ก.พ. 2553 เวลา 12:37 น.
การเตรียมงานจัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น แม้จะมีกำลังคนจากส.ส.เพิ่มเข้ามาก็ตาม แต่แกนนำเสื้อแดงในต่างจังหวัดหลายกลุ่ม ก็ไม่พอใจ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

แม้วีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำคนเสื้อแดงจะออกมายืนยัน กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีการชุมนุมใหญ่วันที่ 26 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมี่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย  เพราะยังคงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงปฏิบัติการดาวกระจายไปยังสถานที่ต่างๆ  รวมถึงแกนนำออกมาแถลงข่าวรายวันเปิดข้อมูลโจมตีบุคคลระดับสูงไม่หยุดยั้ง

มองทางยุทธวิธี อาจเป็นไปตามแผนลับ ลวง พราง สร้างความสับสนให้รัฐจับทิศทางไม่ถูก แต่ที่แน่ๆก็เป็นการอุ่นเครื่องเลี้ยงกระแสรอเวลาเป่านกหวีด    แต่อีกทางหนึ่งเป็นไปได้เหมือนกันว่า เกิดปัญหาขัดแย้งภายในหมู่แกนนำสะเทือนถึงความพร้อมรวมตัวมวลชน

สมมติฐานเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านบทวิเคราะห์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็มีคำถามว่าภาครัฐมีการประเมินอย่างไร

ในสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่ยากจะคาดเดา ฝ่ายรัฐถูกจับจ้องว่าทำงานตั้งรับเกินไป  เพราะมักจะออกมาให้ข่าวเพียงแค่ข้อมูลพื้นฐาน หรือคอยชี้แจงหักล้างตามประเด็นข่าวของฝ่ายต่อต้านเสมอ  แต่แท้ที่จริงฝ่ายมั่นคงมีข้อมูลเชิงลึก ไม่จำเป็นต้องรายงานอย่างพร่ำเพรื่อเพราะเป็นการทำงานรุกในทางลับ 

ทุกความเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง ถูกฝ่ายความมั่นคง ติดตาม รายงาน วิเคราะห์ ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลล่าสุดที่ถูกรายงานขึ้นสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล รายงานการเคลื่อนไหวการชุมนุมคนเสื้อแดงตามพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ 1-10 ก.พ.53 ปรากฎมียอดผู้ชุมนุม 18,346 คน พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์มาพูดคุยในที่ชุมนุมรวม 7 ครั้ง การพูดคุยทุกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณฯ ย้ำให้สมาชิกกลุ่มเสื้อแดงทุกคนเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯให้ได้

ที่ต้องขีดเส้นใต้ ฝ่ายความมั่นคงรายงานว่า” การปราศรัยครั้งสุดท้ายกำหนดไว้ที่ จ.นครสวรรค์ ใน 20 ก.พ. โดยเว้นวันว่างไม่ปราศรัยไว้ตั้งแต่วันที่  22-26 ก.พ. 53 เพื่อใช้เป็นห้วงเวลาในการชุมนุมในกรุงเทพฯ “ นั่นหมายความว่า ตามที่แกนนำเสื้อแดงปล่อยข่าวจะไม่ชุมนุมใหญ่วันที่ 26 ก.พ. อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ   นอกจากนี้ยังมีการรายงานเพิ่มเติมอีกต่างหาก  หลังจากนั้น ในวันที่ 27 ก.พ. ทางกลุ่มเสื้อแดงจะมีการปราศรัยขึ้นใหม่อีกครั้ง ที่ อ.เมือง จ.สุโขทัย

ยอดผู้ชุมนุมในห้วงเวลาที่ผ่านมา  ซี่งมีจำนวนเกิน  1,000 คน ขึ้นไป มีเพียง 4 ครั้ง ที่ จ.อุบลราชธานี ( 8,000 คน ) ที่ จ.หนองคาย ( 2,000 คน  ), ที่จ. สุพรรณบุรี  ( 3,500 คน ) และ จ.ขอนแก่น) ( 1,000 คน )  ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มอบให้ ส.ส.ในแต่ละพื้นที่เข้ามาเป็นผู้จัดชุมนุมประชาชนขึ้นเอง  โดยให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาเป็นผู้อภิปรายร่วมเท่านั้น  จึงทดให้มีผู้มาชุมนุมมากขึ้น

นอกจากการจัดชุมนุมที่บังคับให้ ส.ส.ในพื้นที่เข้ามาเป็นเจ้าภาพเพื่อเพิ่มปริมาณคนแล้ว             ข้อมูลฝ่ายความมั่นคง ยังกล่าวถึง  ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของกลุ่มคนเสื้อแดง 2 ประการ   คือ 1. การจัดตั้งกองทัพประชาชน  คิดเป็นปริมาณ 1: 10 ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งแกนนำหลายกลุ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น กลุ่มคนรักอุดร จัดตั้งชายฉกรรจ์ประมาณ 200 คน สวมใส่ชุดคล้ายทหารทำหน้าที่การ์ด กลุ่มเชียงใหม่ประมาณ 100 คน ในสวนการจัดตั้งของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีประมาณ 150 คน ซึ่ง พล.ต.ขัตติยะ พยายามจะขอรับเงินค่าใช้จ่ายของการ์ดมาควบคุมเอง ( การ์ดจะได้รับเงินจาก….คนละ 1,000บาท/วัน ในการชุมนุมทุกครั้ง ถ้าเป็นการชุมนุมในกรุงเทพฯ จะมียอดประมาณ 2 ล้านบาทต่อการชุมนุม 1 วัน

ประเด็น พล.ต.ขัตติยะ ขอค่าใช้จ่ายดูแลการ์ดมาควบคุมเอง  ถือเป็นชนวนหนึ่งทื่ทำให้แกนนำเสื้อแดงแตกคอกัน  เพราะจากการทื่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปแทรกซึม ได้ข้อมูลว่า นายวีระ ไม่ยอมเสธ.แดง จึงเกิดความขัดแย้ง  อย่างไรก็ตาม พล.ต.ขัตติยะ จึงจัดงานปราศรัยจขึ้นเอง เมื่อ 7 ก.พ. 53 ที่ ซอยพหลโยธิน 62 ขายโต๊ะจีน 300 โต๊ะ แต่มีผู้มาร่วมงานเพียง 50 โต๊ะเท่านั้น ( รายได้ทั้งหมดให้การ์ดในกลุ่ม พล.ต.ขัตติยะฯ )

2 การจัดตั้งแนวร่วมข้าราชการเสื้อแดง  ซึ่งมอบให้กลุ่มทหารรุ่น 10 ที่เข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย อดีตข้าราชการตำรวจ และมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินงาน มียอดผู้สมัครเป็นสมาชิกแล้วประมาณ 2000 คน ซึ่งเป็นการแย่งมวลชนจากกลุ่มเสื้อแดงอีกเช่นกัน

อีกชนวน คือความแตกแยกระหว่างแกนนำในกลุ่มของนายวีระ และกลุ่มของนายจักรภพ เพ๊ญแข ( นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ อยู่ในกลุ่มนี้ ) ก็มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่กลุ่มนายวีระ ก็เริ่มเกิดความแตกแยกขึ้น เนื่องจากนายณัฐวุฒิ เห็นว่าควรให้เสธ.แดงเข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วย

ปัจจุบันการเตรียมงานจัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น แม้จะมีกำลังคนจากส.ส.เพิ่มเข้ามาก็ตาม แต่แกนนำเสื้อแดงในต่างจังหวัดหลายกลุ่ม ก็ไม่พอใจ เช่น ที่เชียงใหม่ และอุดร เพราะแกนนำเหล่านี้ต้องการลงสมัคร ส.ส. เช่นกัน     ดังนั้น การรวมกำลังแดงทั้งแผ่นดิน( กลุ่มนายวีระ) รวมกับกลุ่มส.ส.เพื่อไทย จึงไม่สมบูรณ์ มียอดผู้ชุมนุมที่ลงชื่อประมาณ 30,000 คน แต่เมื่อตรวจสอบลงไปถึงการชุมนุมยืดเยื้อพบว่า จำนวนผู้ชุมนุมลดลงเหลือประมาณ 15,000 คน เท่านั้น แต่ก็จำเป็นต้องจัดชุมนุมตามคำสั่งของพ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจผิดในข้อมูลจำนวนผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามีปริมาณสูงเป็นแสนคน  กรณีนี้ทางอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่ง ภายใต้การนำของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ตกลงใจจะชี้แจงข้อมูลเรื่องนี้ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบ และเสนอให้มีการชุมนุมในรูปกดดันชั่วคราวเป็นระยะๆ จะกดดันรัฐบาลดีกว่า

อย่างไรก็ตาม แนวทางของนายจาตุรนต์ ไม่สอดคล้องกับแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที้ให้ความสนใจการต่อสู้ในแนวทางรุนแรงของกองทัพประชาชนมากกว่า เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะได้รับชัยชนะ

บทสรุป แนวทางการจัดชุมนุมขนาดใหญ่ที่กรุงเทพฯ ของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงอยู่ในภาวะสับสน หาข้อสรุปไม่ได้ ซึ่งน่าจะอยู่ในห้วงเวลา 22-26 ก.พ. รูปแบบขงการชุมนุมอาจจะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เท่านั้น แต่มีการชุมนุมหลายพื้นที่ ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้  กลุ่มกองกำลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจก่อเหตุรุนแรงสอดแทรกขึ้นมาได้ ถ้าการเตรียมตัวของรัฐบาลไม่เข้มแข็งพอ

ข้อพิจารณา   การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อก่อเหตุรุนแรงควบคู่ไปด้วยจากการดำเนินงานของชายฉกรรจ์ ในกลุ่มกองทัพประชาชนนั้น จะต้องมีขึ้นแน่นอน  เพราะเป็นความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ   แต่สถานการณ์ในระยะนี้ ไม่เป็นคุณต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน  เช่น การเคลื่อนไหวของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี   และ พล.ต.ขัตติยะ  ฯ ที่เปิดเผยแนวทางการต่อสู้ที่รุนแรงออกมา  ,  ความแตกแยกของกลุ่มเสื้อแดง และประเด็นสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวของนายฮุนเซน ที่ได้ก่อกระแสชาตินิยมขึ้นในกลุ่มประชาชน รวมถึงการเตรียมการป้องกันเหตุรุนแรงอย่างเป็นระบบของรัฐบาลแล้ว   อาจทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ตกลงใจจัดชุมนุมขึ้นในวันก่อนตัดสินคดีเพียง 2-3 วัน  และ ประกาศสลายตัวโดยอ้างบุญคุณว่าต้องการให้ประเทศสงบ เพราะจะมีมือที่ 3  มาก่อเหตุ

ความเข้มแข็งรวมกับการปฏิบัติการจิตวิทยาของรัฐบาล ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างนายฮุนเซน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น  จะเป็นแรงกดดันทำให้เครือข่ายพ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวได้ลำบาก