"พิธา"ซัดรัฐบาลท่าทีไร้จุดยืนปมเมียนมา ทำไทยไร้ที่ยืนบนเวทีโลก

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 13:51 น.
"พิธา"ซัดรัฐบาลท่าทีไร้จุดยืนปมเมียนมา ทำไทยไร้ที่ยืนบนเวทีโลก
"พิธา"ชี้ไทยไร้ที่ยืนในเวทีโลกเหตุไร้จุดยืนปมรัฐประหารเมียนมา ลั่นหากเป็นรบ.จะเรียกศักดิ์ศรีกลับมา

วันที่ 22 ต.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.และ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นเรื่องบทบาทการต่างประเทศของไทยต่อประเด็นการสังหารประชาชนและการรัฐประหารในเมียนมา โดย ระบุว่า

รัฐบาล ไร้จุดยืน ไร้น้ำหนัก ไร้ราคา ในเรื่องเมียนมา หากก้าวไกลเป็นรัฐบาล เราจะทวงคืนศักดิ์ศรีการต่างประเทศไทย

เมื่อวานนี้ หรือวันที่ 21 ตุลาคม 2564 ผมได้ร่วมเวทีแสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศไทย ในงานเสวนา “ปรับยุทธศาสตร์เพิ่มพลังประเทศไทยในเวทีโลก” ในหัวข้อ “บทบาทการทูตและการต่างประเทศไทยในปัจจุบัน” จัดโดยมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ, สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ThaiPBS และ Asia News Network

ผมได้พูดถึงใจกลางของปัญหาการสูญเสียบทบาทของไทยในเวทีโลกว่า ไม่ใช่เพราะนักการทูตไทยไม่มีความสามารถ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้กฎหมาย ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ protocol แต่เป็นเพราะเราไม่มีผู้นำทางการเมืองที่มีกระดูกสันหลังที่จะสามารถยืนตัวตรงบนหลักการสากลของความถูกต้องบนเวทีโลก หรือสรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘เพราะเราไม่มีจุดยืนเราจึงไม่มีที่ยืนในเวทีโลก’

โดยวิธีคิดของผู้นำทางการเมืองไทยที่เชื่อว่าเราจะมีที่ยืนในเวทีโลกเราต้องประนีประนอมโอนอ่อนผ่อนตามกับทุกคนแต่พอประเทศของเราไม่มีหลักการ คำพูดและการกระทำของไทยจึง ไม่มีจุดยืน ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีราคา ตัวอย่างเช่นการแสดงจุดยืนของไทยต่อการที่อาเซียนจะไม่เชิญผู้นำเมียนมาร์เข้าประชุมผู้นำอาเซียน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยได้กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน” สวนทางกับ 5 ชาติอาเซียน ได้แก่บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่ยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้นำเมียนมาเข้าประชุม เนื่องจากฉันทามติ 5 ข้อในการหาทางออกจากวิกฤตความรุนแรงในเมียนมาไม่มีความคืบหน้า

ถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลจะทวงคืนศักดิ์ศรีของการต่างประเทศไทย โดยจะทำการทูตแบบยืนหลังตรงในเวทีโลกโดยสิ่งที่สามารถทำได้ในวันแรกหากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลคือ จะเปลี่ยนท่าทีของไทยต่อเมียนมา กดดันเมียนมาให้ยอมเปิด humanitarian corridor ให้องค์กรระหว่างประเทศนำความช่วยเหลือเข้าไปในเมียนมาเพื่อช่วยผู้พลัดถิ่นในประเทศจากสงครามกว่า 7 แสนคน โดยไม่ผ่านรัฐบาลเมียนมา สิ่งที่ทำได้ในวันแรกยังรวมไปถึงการยกเลิกกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เช่น ร่าง พ.ร.บ. NGO

“ต้องไม่มีอีกแล้วประเทศไทยที่ไม่แสดงจุดยืนอะไรเลย ตอนที่อาเซียนมีมติไม่เชิญผู้นำทหารเมียนมาเข้าร่วมประชุมเพราะไม่ทำตามฉันทามติ 5 ข้อ ต้องไม่มีอีกแล้วประเทศไทยที่ไม่ยอมโหวตในมติ non-binding หรือมติที่ไม่ได้มีความผูกพันทางกฎหมายด้วยซ้ำ ของสมัชชา UN เพื่อป้องกันการไหลเวียนของอาวุธเข้าเมียนมา

และต้องไม่มีอีกแล้วครับ ประเทศไทยที่นายกรัฐมนตรีแอบไปพบรัฐมนตรีต่างประเทศที่เพิ่งขึ้นมาจากการรัฐประหารที่สนามบิน”