"อนุสรณ์"รอดูใครกล้ายกมือโหวตไว้วางใจรัฐบาล สวนความรู้สึกประชาชน

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 11:53 น.
 "อนุสรณ์"รอดูใครกล้ายกมือโหวตไว้วางใจรัฐบาล สวนความรู้สึกประชาชน
อนุสรณ์ รองหัวหน้าเพื่อไทย ชี้ 4ก.ย.รอดูใครโหวตวางใจรัฐบาลสวนความรู้สึกประชาชน ชี้ คาร์ม็อบ คอลเอ้าท์ ทุกฝ่ายต้องไม่ใช้รุนแรง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ถึง 3 ก.ย.และลงมติวันที่ 4 ก.ย.ว่า เกือบ 8 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ครองอำนาจ ล้มเหลวแทบทุกด้าน คำสัญญาปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เป็นเพียงข้ออ้างในการยึดอำนาจ การปฏิรูปตำรวจ เห็นชัดที่สุดว่าเป็นเพียงไอโอชวนเชื่อที่ว่างเปล่า การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผิดพลาดล้มเหลวซ้ำซากเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไป การการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านและกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชนพร้อมที่สุดครั้งหนึ่ง สวนทางกับรัฐบาลที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ขาลงเต็มสูบ การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล แต่ข้อมูลเยอะมาก เมื่อจัดระเบียบข้อมูลแล้วจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ครอบคลุมครบถ้วน ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายจะรอดูว่ามีนักการเมืองคนใด พรรคใด กล้ายกมือไว้วางใจรัฐบาล สวนประชาชน ที่ไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล เลิกไอโอ

เลิกพูดได้แล้วว่าประเทศไหนก็ติดโควิด ต้องดูความเป็นจริงด้วยว่า เมื่อมีปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ บริหารจัดการแบบแก้ปัญหา หรือแก้แบบซ้ำเติมสถานการณ์ หลายสถาบันจากต่างประเทศทั้ง นิเคอิ เอเชีย , บลูมเบิร์ก ต่างก็ประเมินว่าไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิด ประชาชนตั้งคำถามว่า ถ้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลงหรือไม่ มาตรการคลายล็อกดาวน์จะเกิดขึ้นในช่วงนี้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีคำถามมาตลอดว่า การล็อกดาวน์แบบไม่มียุทธศาสตร์รองรับ ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหา

“4 กันยายน ประชาชนจะรอดูว่าใครบ้างที่กล้าโหวตไว้วางใจรัฐบาล ถ้ากล้ายกมือโหวตสวนประชาชน เท่ากับว่าไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ ไม่รับรู้ความสูญเสีย เดือดร้อนทุกข์เข็ญของประชาชน ติดทะลุล้าน ตายทะลุหมื่น ยิ่งกว่าใบเสร็จ รัฐบาลไปไม่ได้แล้ว” นายอนุสรณ์ กล่าว

ส่วนกรณีการนัดหมายชุมนุมคาร์ม็อบ คอลเอ้าท์ ในวันที่ 29สิงหาคม 2564 เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอนุสรณ์กล่าวว่า เป็นการแสดงออกของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อความเดือดร้อนทุกข์ยากเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ประชาชนก็ออกมาแสดงตัวว่าได้รับผลกระทบหนักถ้วนหน้า แกนนำได้ประกาศชัดหลายครั้งว่าไม่ประสงค์ให้เกิดความรุนแรง ไม่มีลุย ไม่มีบวก ไม่มีปะทะ มีแต่ความมุ่งมั่นไม่ลดละที่จะไล่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะให้ออกไป การกำหนดเส้นทางคาร์ม็อบก็เห็นชัดว่าต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า สามเหลี่ยมดินแดง ที่คฝ.หวงแหนยิ่งกว่าสามเหลี่ยมทองคำก็ไม่ไปเฉียดใกล้ โผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจก็ออกแล้ว คงไม่ต้องปั่นผลงานเอาใจอำนาจรัฐที่ล้มเหลวในช่วงนี้ ประชาชนจับตาดูอยู่ด้วยความสงสัย จับนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่ฟิตเหมือนนักมวย จับอดีตตำรวจพวกเดียวกันเหมือนคนป่วยหรือไม่ รถคันไหนพาผู้ต้องหาอดีตผู้กำกับมาส่ง ไม่รู้ ไม่เห็น ให้ข้อมูลไม่ได้ แต่ขู่จับประชาชนที่นำรถออกมาคาร์ม็อบทุกคัน รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่มาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทยต้องเป็นหลัก ต้องไม่บังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

“การจัดกิจกรรมที่มีเวลาเริ่ม เวลาเลิกชัดเจน การกำหนดเส้นทางที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจุดสุ่มเสี่ยง ถ้าทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่หวังโอเว่อร์แอ๊คชั่นเอาใจรัฐบาลเกินเหตุ เชื่อว่าความรุนแรงจะไม่เกิด” นายอนุสรณ์ กล่าว